Flowing sound
ธันวาคม 7, 2009
เสียงที่บินไป ลอยไปลอยมาไม่ค่อยอยู่กับที่
น่าจะราวๆปีหน้าที่เราจะได้เพลงที่ทำเองมาฟังเล่น
หลับ
พฤศจิกายน 29, 2009
ก้อนหินก้อนหนึ่งร่วงหล่นจากปลายปากกาด้ามหนึ่ง ด้ามปากกานี้มิใช่ด้ามปากกาธรรมดาแต่เป็นปากกาที่มีเจ้าของเป็นหญิงสาวอายุอานามราวสิบหกสิบเจ็ดปี แล้วหญิงสาวก็มีเจ้าของเป็นเพื่อนชายที่คบหากันได้มาสามเดือนได้แล้วและเธอก็เห็นว่าชายคนนั้นเป็นของๆเธอเช่นกัน
แม่ของทั้งหญิงและชายมองดูอยู่ห่างๆด้วยเหตุผลลึกๆว่าด้วยการเป็นผู้ให้กำเนิดย่อมเป็นเจ้าของสิ่งมีชีวิตที่หลุดออกมาจากช่องคลอดของเธอและแรงเบ่งของเธอ
ก้อนหินก้อนเดิมถูกเก็บได้โดยเด็กชายต๊อด เด็กชายต๊อดมีความเห็นว่าก้อนหินก้อนนี้น่าจะเป็นของเขาเนื่องจากเขาเป็นคนพบและเก็บได้เป็นคนแรก เขาเอามันใส่กระเป๋ากางเกงและเดินกลับบ้าน
กลางดึกคืนหนึ่งในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์เบื้องต้น นายเอกภาพเดินย่องเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง นายเอกภาพมีอาชีพเป็นขโมยมือสมัครเล่น เมื่องัดแงะเข้าไปได้แล้วนายเอกภาพก็หยิบฉวยข้าวของที่เขาเห็นว่ามันเป็นของเขา
ในเวลาก่อนหน้านี้ประมาณสี่หรือห้าชั่วโมง เด็กชายวิถีทัศน์นั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนสีขาวที่เลอะจนเป็นสีเทาแล้ว เด็กชายวิถีทัศน์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอย ฟังดูเผินๆอาจจะเหมือนคำพูดที่ไร้สาระและไม่ตั้งใจพูด แต่หากลองนั่งสนทนากับเด็กชายวิถีทัศน์จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เด็กชายวิถีทัศน์กลั่นกรองอย่างละเอียดอ่อน
ข้าพเจ้านั่งอยู่ทางซ้ายมือของเด็กชายวิถีทัศน์ สมองส่วนประมวลผลกำลังตั้งใจกับการสนทนาครั้งนี้ ดูเผินๆก็เหมือนกับว่าข้าพเจ้านั่งเหม่อมองไปข้างหน้าแล้วตอบกลับไปเรื่อยๆ
ก้อนหินหล่นจากมือของเด็กชายต๊อด ปลิวมาตามกระแสลม อาจจะกระแสน้ำ กระแสไฟฟ้า กระแสนิยม หรือกระแสอะไรสักอย่างที่มันพัดมาได้ ก้อนหินตกกระทบที่ปลายเท้าของข้าพเจ้าและกระเด็นลงพื้นอย่างนุ่มนวล
“ไม่เคยมีอะไรเกิดมา ทุกสิ่งมีอยู่แล้ว มันแค่เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่าง” เด็กชายวิถีทัศน์เงียบไปครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าเฝ้ารอประโยคต่อไปแบบไม่รีบร้อน “เราไม่เคยได้สร้างอะไร เราทำแค่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำเป็นสิ่งใหม่”
“คนเราชินกับคำว่าสร้างมากเกินไป” ข้าพเจ้าพยักหน้าตอบแล้วเหม่อมองไปข้างหน้าต่อไป
บทสนทนาประกอบเรื่องสั้น(สั้นมากๆ)
ปล. บทความสั้นๆนี้คิดได้จากการสนทนากับ วิถีทัศน์ อมาตยกุล หรือ “ก้าน”
สาม
พฤศจิกายน 1, 2009
สามปีกับการเปลี่ยนแปลง เราเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา บางทีก็ฟุ้งซ่าน บางทีข้างในก็เงียบจนไม่อย่างให้ใครมายุ่ง
สามปีนี้ทำให้เราเปลี่ยนไปเยอะ จากเด็กธรรมดา เป็นเด็กไร้สาระไปวันๆ
จากเด็กไร้สาระไปวันๆ กลายเป็นคนอารมณ์รุนแรงขี้รำคาญ
ช่วงหลังอารมณ์เราเย็นลงไปเยอะกว่าเดิมเยอะมาก
เราจึงกลายเป็นคนแบบตอนนี้ ซึ่งก็ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงอีกเมื่อไร ได้แต่รอให้เวลาพิสูจน์
เวลาทำให้เราโตขึ้นจริงๆ เวลาทำให้เรามีวันที่ดี วันที่แสนเศร้า วันที่ใบไม้หลุดร่วงจากกิ่งก้านสาขาก่อนจะทำให้มันผลิใบสง่าอีกครั้ง
แดดทอแสงผ่านหมู่เมฆลงมาตกกระทบกับน้ำเป็นเงา ตัวน้ำเองก็ไม่หยุดนิ่ง มันสั่นไหวไปตามลมที่พัดมาทำให้เกิดเงาระยิบระยับบนผืนน้ำ
นกตัวหนึ่งบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างเดียวดาย ไม่รู้จะใช้ชีวิตแบบใดนอกจากล่องลอยบนท้องฟ้าเพื่อให้ลืมอดีตลืมปัจจุบันและอนาคต นกอีกตัวหนึ่งถูกขังอยู่ในกรงอย่างเดียวดาย และร้องเพลงเพื่อให้ลืมทุกอย่าง
เราคงเป็นนกทั้งสองตัว ไม่ว่าจะมีอิสระหรือไร้อิสระก็ยังไม่อาจรู้เส้นทางที่จะเดินต่อไป ไม่อาจลืมอดีตเมื่อโบยบิน ไม่อาจหยุดคิดถึงอนาคตด้วยบทเพลง
เหมือนที่พี่ตุลย์อพาร์ตเมนต์คุณป้าเคยพูดไว้ “มันคงเป็นนกสองตัวที่เหงาพอกัน”
เล่า-เหล้า
ตุลาคม 29, 2009
เวลาประมาณหกโมงครึ่งเศษๆวันนี้หลังจากออกมาจากบ้านเพื่อนแถวลำลูกกา
ชายคนหนึ่งเดินอาดๆไปที่ป้ายรถเมล์ มองไปยังท้องถนนเพื่อหารถร่วมบริการที่จะผ่านบ้านของเขา แน่นอน…มันไม่ได้มาทันทีภายในยี่สิบวินาที ดังนั้นเขาจึงเลือกเดินไปยังร้านขายเหล้าปั่นเล็กๆข้างถนน
ลำโพงเสียงดังกระแทกหูเปิดเพลงร๊อคหนักหู ลำโพงหันไปทางโต๊ะจากตัวร้านที่ก็เหมือนร้านน้ำปั่นธรรมดา
เขาสั่งจากเมนู ซึ่งก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายเนื่องจากเขาต้องการเพียงแอลกอฮอล์เล็กน้อยเพื่อให้ท้องถนนดูมีสีสันขึ้น
น้ำแข็งเย็นยะเยือกถูกดูดขึ้นมาจากหลอด…จะว่าไปมันก็รู้สึกเย็นยะเยือกตอนที่มันไหลจากลิ้นสู่หลอดอาหารเสียมากกว่า
“สี่สิบบาท” คำตอบของคนขายที่ขานรับต่อคำถาม(ที่คุณก็รู้ว่าถามอะไร) สี่สิบบาทก็คือค่าน้ำแข็ง แก้ว น้ำหวาน และเหล้าไม่กี่ฝา แต่เขาก็ไม่คิดอะไรมาก
ตอนนี้รถสายที่ต้องการวิ่งผ่านมาแล้วแต่เขาก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะลุกไปไหน “ติดบรรยากาศน่ะ” เขาพูดแบบนั้นตอนที่เราถาม
บรรยากาศตอนนั้นรถวิ่งไม่มาก ยุงน้อย มีเพลงให้ฟัง ก็โอเคล่ะสำหรับการนั่งฆ่าเวลาในยามเย็น
นอกจากฆ่าเวลาแล้ว ชายคนนี้ก็ควบสองไปด้วยกับการฆ่าตัวเองเสียเลย เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดทันทีหลังจากพูดจบ ซึ่งตรงนี้เราไม่ถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจอะไร จึงถามต่อ
เนื่องจากเราที่มารอรถเช่นกันจึงอยากหาเรื่องคุย “ร้านน่านั่งดีเหมือนกันนะ ถึงจะตั้งตรงทางเท้าก็เถอะ แต่ผมว่าเจ้าของร้านเปิดเพลงแรงไปหน่อย”
เขาเห็นด้วยก่อนจะอัดบุหรี่อีกครั้ง “ผมว่าน่าจะเปิดพวกPink Floyd,Yes ไม่ก็ถ้าวงไทยก็อพาร์ตเมนต์คุณป้าไปเลยนะ(หัวเราะ) แต่บรรยากาศแบบนี้วงแรกแหละเหมาะสุด” โอเค มาถึงตรงนี้เราจะตัดเรื่องที่คุยเกี่ยวกับเพลงออกเพราะมันจะยาวเกินเหตุ
ติดบรรยากาศ ตอนนี้เราก็เริ่มจะเป็นแล้วเหมือนกัน แต่น่าจะเป็นติดคู่สนทนามากกว่า รถสายที่เราต้องขึ้นวิ่งผ่านไปแล้วสองคันด้วยกันแต่เราก็ไม่มีท่าทีว่าจะลุกไปไหน เพราะตอนนั้นก็เริ่มอยากฆ่าเวลาแล้วเหมือนกัน เรานั่งต่อไปเรื่อยๆจนเห็นรถสายที่ต้องขึ้นวิ่งผ่านมาพอดี เราจึงขอตัวกลับก่อน
บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้มีปรัชญาชีวิตอะไร ไม่ได้มีอะไรเป็นความรู้ ถ้าจะให้พูดตรงๆก็คือไม่มีสาระอะไรทั้งสิ้น
เราแค่รอบางสิ่งให้ผ่านเข้ามาและเมื่อมันผ่านมาก็ไม่ได้ไปหามัน เนื่องจาก “ติดบรรยากาศ”
ดนตรี
ตุลาคม 18, 2009
เร็วๆนี้เราได้มีโอกาสคุยกับครูสอนกีตาร์(ครูเต้ย)เรื่องดนตรี เริ่มต้นด้วยครูเต้ยส่งวีดีโอในไน่าจะเป็นนามแฝง)เอาเสียงต่างๆที่เจอในชีวิตประจำวันมามิกซ์เป็นจังหวะกลอง
ซึ่งคนที่จะทำแบบนี้ได้ต้องเก่งมากในเรื่องเสียงและอีกหลายๆวีดีโอที่นายมีโชว์ได้ลงไว้ที่เป็นคลิปเล่นดนตรี เราถามครูว่าทำไมเขาถึงไม่ดัง
ครูเต้ยเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า นักดนตรี คือเล่นให้ตัวเรากับคนดูมีความสุข
หลายๆท่านอาจจะมองว่าที่ครูเต้ยพูดแบบนั้นเป็นแค่อีโก้ของนักดนตรี แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจ ไม่ใช่คำแค่พูดลอยๆ
เร็วๆนี้เราพึ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณเสกโลโซที่ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมรู้สึกรับไม่ได้ ที่เห็นนักดนตรี อายุ30กว่าแล้ว ยังไปเล่นในผับ ค่าตัว ไม่กี่ร้อย
คุณอายุขนาดนี้แล้ว ควรจะผันตัวเองไปเป็นโปรดิวเซอร์ ทำงานเบื้องหลังดีกว่า มาจมอยู่ในผับ”
เรายอมรับว่าตกใจเหมือนกันที่คนๆหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้จะพูดแบบนี้ออกมาได้
เพื่อนครูเต้ยหรืออาจจะรวมถึงตัวครูเต้ยเองด้วยก็เคยเล่นในร้านอาหาร เคยไปนั่งเล่นฟังเพลงในผับบลูส์ เคยสอนเด็กรุ่นใหม่หลายๆคนให้เป็นนักดนตรีตามที่ใจฝัน
ในความคิดเราเงินไม่ใช่ปัจจัยทุกอย่างที่นักดนตรีทำเพลง แต่ถ้าไม่มีเงินก็ไม่มีข้าวกิน
นักดนตรีอายุ30เล่นในผับไม่ใช่เรื่องแปลก และเราเชื่อว่าหลายๆท่านไม่ได้รับโอกาสเป็นโปรดิวเซอร์แบบที่คุณเสกพูดเหมือนเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะเป็น และบางท่านก็ทำเพราะมีความสุขที่ได้ทำ
เราเชื่อว่าในวงการนี้ทุกคนต้องการโอกาส แต่เนื่องจากโอกาสไม่ได้วิ่งมาถีบหน้าทุกคน ดังนั้นหลายๆคนจึงต้องเล่นดนตรีประทังชีวิต แต่มันก็เป็นสิ่งที่พวกเขารักและมีความสุขที่ได้ทำ
ในผับบาร์หรือในร้านอาหาร พวกเขาเล่นเพลง เพลงที่ไม่ได้ผ่านการดัดแปลงทางการตลาด เพลงที่ไม่ได้ผ่านการวิจารณ์ทางเคเบิลทีวี เพลงที่มาน้ำตาและหยาดเหงื่อ และที่สำคัญคือมันเป็นเพลงที่ทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ได้จากเงินค่าจ้างที่ถูกเจ้าของร้านโก่งราคา
มันเป็นเพลงที่มีค่า แต่ไร้ราคาทางธุรกิจ เป็นเพลงที่มีจิตวิญญาณ แต่ไร้โชคในชีวิต
เราไม่ใช่นักดนตรี เราแค่คนๆหนึ่งที่เล่นดนตรี เราไม่ได้มีฝีมืออะไรมากมาย แต่ก็พูดได้ว่าเราเป็นหนึ่งในคนที่เล่นดนตรี
ดนตรีไม่ใช่ของขายทิ้งขว้างเหมือนขยะเหมือนการตลาดกำลังทำให้มันเป็น ดนตรีไม่ใช่สื่อบันเทิงไร้คุณค่า มันคือปรัชญา คือชีวิตของหลายๆคน
เราคิดไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งครูเต้ยเขียนตอบมาอีกประโยคหนึ่ง
วิ่งไปหาอะไรที่ซับซ้อนก็เท่านั้น
ว่าว
ตุลาคม 16, 2009
สนามหลวง ณ กรุงเทพมหานคร เวลาสามโมงยี่สิบนาทีตามเวลาประเทศไทย อุณหภูมิปัจจุบันคือสามสิบองศาเซลเซียส ความชื้นเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ ลมพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ยุงตัวหนึ่งบินด้วยความเร็วยี่สิบสองกิโลเมตรต่อชั่วโมงและลงจอดที่แขนของเด็กชายคนหนึ่งก่อนจะถูกแรงอัดจากฝ่ามือขนาดสามคูณหกนิ้วบีบแบนคาแขน ก่อนจะถูกทิ้งลงพักผ่อนบนผืนหญ้า
“ว่าว” ลอยอยู่กลางท้องฟ้า สีแดงตรงปลายของมันต้องแสงมันปลาบราวกับทาน้ำมัน ลักษณะของว่าวก็เหมือนว่าวทั่วไปที่มีขายตามท้องตลาดซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทุกเพศทุกวัย
ว่าวลอยไปกลางอากาศโดยปราศจากผู้ครอบครอง จากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก
ใช่แล้วล่ะ เราไม่ได้พิมพ์ผิด มันไม่ได้ลอยไปตามทิศทางลมจากที่อธิบายไว้ในย่อหน้าที่หนึ่ง ว่าวลอยทวนลมเพื่ออะไรเราเองก็ไม่อาจตอบแทนมันได้ เพราะตัวเราเองก็ไม่ได้มีคุณสมบัติที่เป็นที่ต้องการของการตลาดว่าว
พนักงานบริษัทหนุ่มคนหนึ่งนั่งบนพื้นหญ้า ไร้ซึ่งวัสดุปูรองนั่ง เขาถอนหายใจขณะที่กำลังถูรองเท้ากับพื้นหญ้าเพื่อขับไล่วัตถุไม่พึงประสงค์สีเหลืองอ่อนหรือ “ขี้หมา” ที่สามัญชนใช้เรียกเป็นคำนามในโอกาสปกติของการสนทนา
กวีไร้บ้านคนหนึ่งจ้องมองว่าวที่ลอยไปตามลม ลมที่ไม่ได้แรงพอที่จะทำให้มันเคลื่อนที่ เขาจดจำมันไว้เพื่อเขียนบทกวีสวนกระแส เหมือนกับว่าวที่ทวนลม
หญิงขายบริการคนหนึ่งเตรียมตัวสำหรับงานในคืนนี้ เธอกำลังคิดว่าเมื่อไรจะได้เลิกทำงานแบบนี้เสียที เธออยากมีงานที่สามารถบอกกับผู้อื่นได้อย่างเต็มปากเต็มคำและอยากเลิกทำงานที่ต้องใช้ปากทำอย่างที่มากกว่าพูด
ชาวเร่ร่อนไร้บ้านมากมายเตรียมหาสถานที่เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าจากวันนี้เพื่อตื่นมาพบอนาคตที่ไม่มีหวัง อาจจะเป็นม้านั่ง ป้ายรถเมล์ หรือพื้นทางเท้า นั่นอาจเพียงพอแล้วสำหรับการที่จะต้องตื่นมาเจอกับรุ่งเช้าอันไร้ความหวัง ดวงอาทิตย์ในสายตาพวกเขาอาจเหมือนสิ่งตอกย้ำให้เจ็บปวดกว่าเดิมว่าเวลาเดินผ่านไปอีกแล้ว
กวีไร้บ้านยังคงมองว่าว เขาจดจำมันเพื่อจะลืมมันในวันพรุ่งนี้
เรากำลังมองพวกเขา…ไม่ใช่ว่าว เด็กชายกำลังเกาแผลยุงกัด พนักงานบริษัทหนุ่มผู้โชคร้าย หญิงขายบริการนางหนึ่ง คนเร่ร่อนกลุ่มหนึ่ง และกวีผู้ไร้บ้าน
ทุกคนไม่ได้ใส่ใจว่าวยกเว้นกวีไร้บ้าน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
ว่าวตกลงหลังจากลอยอยู่ประมาณสิบนาทียี่สิบหกวินาที
นางไม้
ตุลาคม 7, 2009
วันนี้ได้มีโอกาสดูนางไม้โดยให้มือกลองกับมือกีตาร์คนเดิมวิ่งไปเช่ามาจากร้านเช่าหนังแถวห้างใหญ่ย่านงามวงศ์วาน
เรานั่งกับพื้น หันหน้าเข้าโทรทัศน์ คนอื่นเมื่อเปิดหนังก็ต่างลุ้นอย่างตื่นเต้น หวังว่าจะได้ความตื่นเต้นตามแบบฉบับหนังสยองขวัญลึกลับ แต่เมื่อเราเหลือบไปเห็นประโยค “ภาพยนตร์โดยเป็นเอก รัตนเรือง” บนสกรีนแผ่นเราก็พอเดาได้แล้วว่าทิศทางหนังจะออกมาเป็นแบบไหน
หนังถ่ายทำตามสไตล์ของผู้กำกับ ที่ถึงจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นเอกร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็คือสไตล์ของเขาอยู่ดี เราดูหนังเรื่องนี้แบบละสายตาจากหนังได้ยากเหมือนกันเพราะจะบอกว่าน่าเบื่อก็ไม่ใช่เพียงแต่ใช้ความเงียบเข้ากดดันกับบรรยากาศป่า(เราชอบนะ)
เสียงประกอบก็ดี ไม่น่าเบื่อ ดูฆ่าเวลาได้เยอะทีเดียวกับเวลาเกือบสองชั่วโมง แม้จะมีเสียงบ่นจากเพื่อนตลอด แต่เราก็เห็นว่าเพื่อนที่นั่งดูด้วยน่าจะดูกับเราจนจบได้เพราะนางเอก(กิ๊บซี่)นั่นเอง แต่หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนความบันเทิงอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะตัวเราเองก็ไม่ได้ฉลาดพอจะตีความหมายของสิ่งที่หนังต้องการสื่อได้สักเท่าไร
สำหรับเราหนังเรื่องนี้เล่นกับคนดูผ่านกล้องอย่างมีชั้นเชิง(ตรงนี้ขอชมตากล้องนะ เก่งมากตอนที่ถ่ายยาวต้นเรื่อง) บทพูดก็ไม่ได้น้อยจนเป็นหนังใบ้ เรานิยามตรงนี้ว่าไม่พร่ำเพรื่อมากกว่า ยิ่งตัวเราเป็นคนพูดมากอยู่แล้วก็ชอบดูหนังแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดานั่นแหละ
สุดท้ายก็ขอแนะนำให้ผู้ที่ไม่แน่ใจในเม็ดเงินเช่ามาดูก่อน ถ้าถูกใจก็ค่อยซื้อเก็บไว้เผื่ออยากดูอีก แต่หนังของเป็นเอกเราดูแล้วเรารู้สึกไม่อิ่มเท่าไรเลยอยากดูซ้ำอีกรอบ
แต่กรณีของนางไม้ก็เป็นหนังลึกลับสยองขวัญ หนังประเภทนี้ก็เหมือนนั่งรถไฟเหาะ พอรู้เรื่องราวก็ไม่อยากจะหยิบขึ้นมาดูอีก
…แต่ถึงอย่างนั้นเราก็เป็นหนึ่งในจำพวกวัตถุนิยม ซื้อเก็บไว้ก็น่าจะดี
สูง
ตุลาคม 6, 2009
บนขบวนรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจังหวัด…จังหวัดไหนก็ช่างมัน ข้าพเจ้ากำลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับชายอายุประมาณสามสิบต้นๆ ลักษณะบนใบหน้าของเขาไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยน้ำลายแม้แต่หยดเดียว เอาเป็นว่าเขาคือมนุษย์เพศผู้ที่กำลังนั่งบนรถขบวนเดียวกันกับข้าพเจ้าก็แล้วกัน
——————————————————————–
“กลับบ้านเหรอพี่” ข้าพเจ้าเริ่มบทสนทนาในยามบ่าย…เกือบเย็นแล้ว แสงแดดส่องเข้ามาผ่านเมฆ ผ่านหน้าต่าง ผ่านหน้าป้าคนข้างๆ จนมาตกกระทบบนใบหน้าของข้าพเจ้าจนส่งผลให้อุณหภูมิบนร่างกายเริ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และไม่จำเป็นต้องบรรยายถึงความร้อนของมันเลย
“ครับๆ ใช่ครับ…จะว่าไหมถ้าผมจะปิดม่าน” เขาปิดม่านก่อนที่จะได้ยินคำตอบของข้าพเจ้าเสียอีก ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้ในตู้ดูเย็นไปเลยทีเดียว
เนื่องจากข้าพเจ้าและเขาเป็นคนที่ดูเหมือนมีฐานะ ดังนั้นจึงเลือกใช้เงินที่แพงกว่าเพื่อที่นั่งที่อุณหภูมิต่ำกว่า
เราเริ่มพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันเรื่อยเปื่อยจนมาถึงเรื่องระบบการศึกษาในปัจจุบัน “ผมคิดว่าระบบการศึกษาสมัยนี้นะแย่มาก คอยแต่จะยัดเยียดอะไรๆให้นักเรียนโดยไม่ได้ดูสิ่งที่เยาวชนอยากจะเป็น มีแต่ให้แข่งขัน บางเรื่องเรียนไปก็ไม่ใช้ประโยชน์” คุณคนตรงข้ามของข้าพเจ้าที่ตอนนี้กลายเป็นนักวิชาการไปเสียแล้วกำลังเริ่มการปฏิรูประบบการศึกษาในขบวนรถไฟสายใต้เสียแล้ว เขาพูดร่ายยาวด้วยคำศัพท์สูงๆที่ข้าพเจ้าไม่อาจเข้าใจได้ในบางวลี หรืออาจจะแทรกภาษาอังกฤษที่ข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็ไม่เกินระดับสติปัญญาของข้าพเจ้าที่จะเข้าใจ
“อัลเบิร์ต ไอสไตน์เคยกล่าวไว้ว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ประโยคสุดท้ายก่อนจบหัวข้อการศึกษาของเขา ข้าพเจ้านั่งเออออไปตามหัวข้อสนทนาต่างๆที่เมื่อพูดจบจะมีวลีเด็ดของบุคคลยิ่งใหญ่ในอดีตมาพูดตอนท้ายสุด ไม่ว่าจะอับราฮัม ลินคอล์นที่พี่แกเอาไปเทียบกับเจงกิสข่าน(ซึ่งข้าพเจ้ามีความเห็นว่าแม่งไม่เห็นจะเกี่ยวกันแม้แต่น้อย) เอาโมสาร์ทไปเทียบกับหงา คาราวาน(ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นชัดเลยว่าแม่งไม่เห็นจะเป็นดนตรีแบบเดียวกันเลย)
เขาเปรียบเทียบตั้งแต่ปลายผมถึงส้นตีนว่าสุดท้ายแล้วประเทศไทยไม่มีอะไรสู้ต่างประเทศได้เลยสักอย่าง แถมบางอันยังมั่วอีกต่างหาก(ถ้าข้าพเจ้าจำไม่ผิด ตัวอย่างสุดท้ายน่าจะเป็นบารัค โอบามา กับ บ๊อบ มาเลย์)
ข้าพเจ้าที่พยักหน้าหงกๆมาร่วมสามชั่วโมงแล้วจึงถามกับเขาครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ดูผ่อนคลายและสุภาพที่สุด “พี่แน่เหรอว่าทุกอย่างที่เขาพูดมาถูกต้องที่สุดล่ะ” เขาทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มร่ายยาวอีกครั้ง
“โธ่ คุณ ผมน่ะผ่านโลกมามากกว่าคุณนะ เห็นโลกมานานกว่าคุณ คนพวกนี้น่ะทำสิ่งที่ถูกต้อง พูดสิ่งที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนไร้ที่ติ ทำให้ประโยคของพวกเขาเหล่านี้ถูกต้องอย่างไม่มีข้อสงสัย” เขายังตีหน้าขรึมเหมือนคนมีความรู้
“ขอโทษที่ต้องพูดให้พี่ไม่พอใจอีกครั้งนะครับ พี่พูดถูกที่ผมเกิดไม่ทันพี่ พี่เห็นโลกมามากกว่า ผมก็ไม่ได้ศึกษาปรัชญา แต่ขอถามพี่ว่าพี่เข้าถึงทุกประโยคหรือแค่พูดให้มันดูเท่ห์ ผมขอปิดท้ายแบบพี่นะ พระพุทธเจ้าท่านเคยสอนว่าอย่าเชื่อสิ่งที่ฟังเขามา ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองก่อน” ข้าพเจ้าพูดติดตลกนิดหน่อย
เขาหัวเราะเล็กน้อย “ผมขอตัวไปซื้อน้ำเดี๋ยวนะ” เขาลุกขึ้นก่อนเดินตรงไปหาป้าข้างๆที่นั่งเพื่อซื้อเครื่องดื่ม ข้าพเจ้าลุกตามไปซื้อเช่นเดียวกันก่อนจะกลับมาสนทนากันต่อ
เราเปลี่ยนมาคุยเรื่องเบาๆกันอย่างสนุกปากจนข้าพเจ้าจะงีบหลับไป
————————————————————-
“น้องๆ ตื่นๆ ถึงแล้ว” ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของคุณคนตรงข้าม ข้าพเจ้าและเขาจึงเดินลงมาจากรถไฟด้วยกัน
เขาแกะซองบุหรี่จากเมืองนอกราคาแพงและยื่นให้ข้าพเจ้า “ซักหน่อยไหมน้อง มืดแล้วแก้ง่วงหน่อย” ข้าพเจ้ามองมะเร็งแบบพกพาจากเมืองผู้ดีก่อนจะปฏิเสธ “ผมดูดไม่ค่อยได้ แต่ถ้าจะดื่มก็พอได้” เขาหัวเราะก่อนจะบอกลาข้าพเจ้า “เออๆ โชคดีน้อง ถ้าขากลับบังเอิญอาจได้เจอกันอีก”
ข้าพเจ้าแบกขึ้นหลังและนั่งลงตรงม้านั่ง ระหว่างที่ตรวจทรัพย์สินอยู่ด้วยสายตา มือก็เปิดกระป๋องกาแฟยี่ห้อที่ถูกที่สุดในร้าน
ข้าพเจ้ายืนรอรถที่จะนั่งออกนอกตัวเมือง ตอนๆนี้ เสียงเพลงโปรดที่ตั้งไว้ดังขึ้นในกระเป๋ากางเกง “เอ้อ มึง ว่าไงๆ ปีใหม่นี้มึงกลับบ้านเปล่าวะ… เฮ้ย แป๊ปๆสายซ้อน…เอ้อ พ่อ เป็นไงบ้างเนี่ย ถึงแล้วๆ ผมว่าจะนั่งรถเข้าไปบ้านเลยไม่ต้องค้างในตัวเมืองหรอกตีสองแล้วเนี่ย…ถึงก็ตีสี่แหละพ่อ” เสียงพ่อดังมากับคลื่นรบกวนเบาๆผ่านโทรศัพท์ “งั้นแค่นี้นะพ่อ ฝากบอกแม่ด้วยว่าเดี๋ยวผมถึงประมาณตีสี่ นอนกันก่อนเลยก็ได้ …เออมึง เมื่อกี้ถึงไหนแล้ว…”
—————————————————–
รถออกนอกตัวเมืองคนดูบางตาเหลือเกินเมื่อเทียบกับบนรถไฟ กว่าจะได้รถก็ตีสามครึ่งพอดี
ข้าพเจ้านึกถึง “คุณคนตรงข้าม” แล้วถอนหายใจ กับสิ่งที่เขาเป็น
…ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร
————————————-
อย่าพึ่งคิดว่าเรื่องเรามันสื่ออะไรในแง่ลบนะ เดี๋ยวมีตอนต่อๆ
Public Animal
กันยายน 2, 2009
ณ ซอยเล็กๆแห่งหนึ่งในมหานครยามค่ำคืนยังมีลุงแก่ๆคนหนึ่งเฝ้าคอยบางอย่าง
แกนั่งคนเดียวที่เดิมทุกคืนเวลาเดิมเหมือนกำลังเฝ้าคอยบางสิ่ง
คนในซอยนี้บอกว่าแกเสียสติ
ข้างกายของลุงไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก มีเพียงยาเส้นห่อหนึ่งและกระดาษมวนกับไม้ขีด
…..
…..
……
โฟกัสมาที่วงสุรา
ลุงอีกคนหนึ่งกำลังยกแก้วซดเหล้าเข้าปาก ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์น้ำเมา
สายน้ำจันท์สะท้อนกับหลอดไฟเหนือศรีษะส่องประกายวาววับ
คนในซอยนี้บอกว่าแกไม่มีความคิด ได้แต่ขอเงินลูกหลานมาดื่มตอนกลางคืนทุกวัน
…
….
…..
แสงจากปลายยาเส้นแดงขึ้นและควันที่หลังไหลออกจากปากที่ตามมา
แกหลับตาลงด้วยความมึนงงสักพักและลืมตาขึ้นเมื่อความง่วงคลายลง
และเฝ้ารอต่อไป
ลุงคนที่สองยังคงเติมเหล้าเรื่อยๆอย่างไม่สนใจชายชราคนอื่นๆในวงสนทนา
บ้างก็พูดเรื่องการเมือง บ้างก็พูดเรื่องลูกหลาน แต่ที่เหมือนกันคงเป็นทุกคนพูดถึงแต่ปัญหา…
แกไม่สนใจเสียงรอบข้าง สายตายังจดจ้องที่ขอบฟ้า
…
….
…..
เมื่อสติของคนบ้ากลับคืน ม้วนยาเส้นอีกม้วนก่อนจะอัดเข้าปอดอีกครั้ง
ชาวบ้านไม่สุงสิงกับแก บ้างก็เล่าว่าแกหมดตัวจนเป็นบ้า บ้างก็ว่าครอบครัวของแกย้ายหนีกลับไปทางใต้
…
เมื่อถึงเวลา แสงอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า
สายตาของทั้งสองจ้องมองไปยังที่เดียวกัน…ณ คนละฟากของซอย
เมื่อนั้นสายตาของทั้งสองก็เปล่งประกาย และหัวใจที่เต็มตื้นไร้ความกังวล
และอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเห็นมันอีกในวันใหม่…
ลุงทั้งสองต่างมีแต่คนหาเหตุผลให้ในการกระทำ
…
….
….. แต่ใครล่ะที่รู้จริง? ใครเล่าจะรู้สึกเช่นเดียวกับพวกเขา
ทั้งสองอาจจะมองดูวันใหม่เพราะอยากหากำลังใจ หรืออาจแค่คนบ้าที่จ้องดูแสงสีแดงที่ดูสวยดี
เหตุผลมีอีกหลายข้อไม่มีที่สิ้นสุดในสายตาทุกคน
แต่เหตุผลที่จริงแท้ก็มีเพียงทั้งสองเท่านั้น…
หรือมันอาจไม่มีเหตุผลแต่แรกแล้วก็เป็นได้
ลุงทั้งสองยิ้มที่มุมปาก และอ้าแขนรับวันใหม่ที่มาเยือนอีกครา…
โดยที่ทุกคนในซอยไม่เคยล่วงรู้ถึงเหตุผลเลยว่าบางครั้งสิ่งที่ทำให้คนเราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร้จุดหมาย
ก็แค่มีดวงอาทิตย์ที่ยังรอยิ้มให้พวกเขาในวันใหม่เท่าก็เพียงพอแล้ว
สะพานลอย(Black&Grey)
สิงหาคม 4, 2009
แสงไฟจากเสาไฟฟ้าและร้านค้าต่างๆแสดงสีสันจนแสบตา
สติของเราถูกดึงกลับมาจากห้วงความคิดที่วุ่นวายยุ่งเหยิงจนจับใจความไม่ได้ ความคิดเหล่านั้นถูกระงับไว้ชั่วขณะ หรืออาจจะตลอดกาล
เมื่อได้สติสายตาของเราจดจ้องไปที่ถนนปูนสีเทาเบื้องหน้า สีที่ดูไร้ซึ่งความสุขในสังคมเมืองดูจะมีมากมายจนหาความสุขจากวิสัยทัศน์รอบตัวลำบาก
การจราจรที่ติดขัดกับผู้คนที่เร่งรีบเพื่อรักษาจังหวะชีวิต แต่หลังป้ายรถโดยสารประจำทางคือร้านเหล้าที่เต็มไปด้วยผู้คน
สายตาของเราละจากถนนมาเมื่อไรก็ไม่รู้ ตอนนี้มันกำลังจับจ้องไปที่ร้านเหล้า แสงสีสวยงามประดับหน้าร้าน ชายหญิงแต่งตัวภูมิฐานนั่งดื่มกันอย่างสบายใจ รสสุราเคล้าเสียงดนตรีและโทรทัศน์ที่ไม่มีคนดู
รถราตามถนนเริ่มเคลื่อนที่บ้างแล้ว แต่ผู้คนที่ป้ายก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลง ยังมีผู้มาใหม่อยู่เสมอในวงจรที่แสนจะยาวนานนี้
กลิ่นควันรถจากถนนเบื้องหน้าผสมกับกลิ่นบุหรี่หลายยี่ห้อจากร้านเหล้าเบื้องหลัง เมื่อดื่มกินเสร็จผู้คนก็จะทยอยกลับสู่ท้องถนนอันวุ่นวายและรีบร้อนกลับบ้านกันเฉกเช่นปกติและเริ่มวงจรชีวิตใหม่ในช่วงเช้า
คู่หนุ่มสาวที่ดื่มกันมาได้ครู่หนึ่งก็เริ่มจะอิ่มเอมในแอลกอฮอล์เสียแล้วก็นั่งคุยกัน บางทีพวกเขาอาจจะไปส่งกันที่บ้านหรืออาจจะพลอดรักกันในห้องเช่าต่อก็เป็นได้
เราละสายตาจากสองสิ่งเหม่อมองเบื้องบน ท้องฟ้าสีดำขลับในยามค่ำคืนถูกเจือจางให้บางเบาจากแสงสังเคราะห์มากมายบนพื้นดิน สะพานลอยสีขาวที่ปัจจุบันมีสีอื่นจับต้องมากมายตั้งตระหง่านกลางท้องถนน ผู้คนสัญจรผ่านไปมา ขอทานนั่งยกมือไหว้สู้แดดเมื่อสามชั่วโมงก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างดูห่างไกลเหลือเกินกับช่วงเวลาสั้นๆ
เสียงรถประจำทางเตือนสติเราอีกครา เราลุกขึ้นอย่างรีบร้อนสะพายกระเป๋าขึ้นบนบ่าและรีบวิ่งเพื่อขึ้นรถให้ทันเวลาก่อนที่คนขับจะรีบร้อนจากไปเช่นคนอื่นๆ
เราแบกรับภาระหน้าที่กับความรับผิดชอบอีกครั้ง เพื่อกลับไปเข้าวงจรชีวิตความเร็วสูงบนท้องถนนอีกครั้ง