หลังจากเบียร์ขวดแรกและการสนทนากว่าชั่วโมง กวาน ก้อนทองมองออกไปจากระเบียงห้องด้วยสายตาแบบเดิม แบบเดียวกับที่มองโลกของตัวเอง

“คือพี่มองหาช่องทางหาเงินมาตั้งแต่ม.ต้นแล้ว คือรู้ตัวแล้วว่าพี่แม่งใช้เงินโคตรเยอะ พ่อแม่ไม่ไหวหรอก…..”

“พี่ไม่นอนเลยนะเว้ยห้าวัน นั่งคิดกับตัวเอง กูแม่งเหมาะทำอะไรวะ อะไรที่กูหาเงินได้ด้วยตัวเอง หลังจากห้าวันนั้นพี่เห็น เห็นตัวเองเลยว่าเออ กูชอบรถ ถ้าทำรถให้พวกนักแข่งอาชีพมันต้องได้เงิน เริ่มคิดจากเงิน เงินไปงาน งานก็ลองหาอะไรที่ทำแล้วไม่เบื่อ”

“เงินที่ใช้เที่ยว ใช้เดินทางช่วงที่พี่หายไปเลยน่ะนะ เงินเก็บพี่จากงานทั้งนั้นนะ ที่ช่วงหลังพ่อไม่อะไรกับพี่เรื่องรถเพราะพ่อเห็นแล้วไงว่าทำได้ ไว้ใจได้ในระดับนึงแล้ว”

“แต่ถ้าเป็นแบบวิน วินจะทำเพลง วินต้องพิสูจน์ว่ะ พิสูจน์ว่าทำได้จริงๆ เงินที่เสียไปทั้งหมดแม่งเป็นการลงทุนที่ไม่สูญเปล่า ได้ประสบการณ์ เจ๊งช่างแม่ง มีคนเอาเงินมากองตรงหน้าแล้วสั่งงานมาเพลงนึง รับๆมันไปก่อน ไปปวดกบาลกะแม่งทีหลัง

อย่างน้อยถ้างานมันไม่น่าพอใจคืนเงินให้มันเลย อย่าแคร์ อยู่ด้วยตัวเอง มีคนมายื่นงานให้เพราะเพลงเราเข้ากับตลาด บอกมันเลย ผมมีเงินใช้อยู่แล้ว ถ้าพี่ให้ผมทำในระดับนี้ไม่ได้ผมไม่ทำ”

“คือมันอาจจะดูหยิ่ง แต่ในสิ่งที่พี่ผ่านมาพี่ว่ามันจำเป็นว่ะ ไอ้การวางตัวในเรื่องงาน พี่ว่าการทำเพลงมันก็เหมือนทำรถแข่งแหละ คนขับเขาไม่มานั่งคิดหรอกว่าอะไรดี อะไรไม่ดี เขาต้องพึ่งเราในด้านนี้ ถ้าเขาให้สเปคที่เราต้องการไม่ได้ ปฏิเสธไปเลย ถึงเราจะทำไม่ได้แต่เขาเอางานมาเสนอให้ เราก็ต้องทำ ทำให้สุด ทำให้เต็มที่ เงินทุนมันสูญเปล่า แต่ประสบการณ์มันไม่เคยหายไปไหน”

“คือพี่ว่าวินทำเพลงเนี่ยมันไปไม่ถึงดวงดาวอยู่แล้ว…นี่ไม่ได้พูดให้ท้อนะ คือโลกนี้แม่งเป็นโลกของคนมีเส้นสาย มีอำนาจ โอกาสที่เราจะทำได้มันก็มีแต่มันน้อยกว่าไอ้พวกนั้น

แต่ถึงไปไม่ถึงฝัน แต่สิ่งที่มันไม่เคยหายไปก็คือประสบการณ์ แล้วสุดท้ายเราก็จะมีงานมาเองจากประสบการณ์ของเรา จากคนที่เชื่อถือเรา”

“เออ พี่ไปนอนละ ไว้เจอกันเว้ย”

ว่าแล้วกวาน ก้อนทองก็ิเปิดประตูห้องจากไป ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบ

เราจะทำได้จริงๆเหรอ? แล้วคำพูดเด็ดจากโฆษณาUBC(ขอโทษนะ ไม่ทันสมัยพอจะเรียกว่าTrue vision)

“ตีลูกไม่ถึงดวงจันทร์ อย่างน้อยก็อยู่ท่ามกลางดวงดาว”

 

 

“เฮ้ย วิน อาบน้ำยัง”

 

 

 

“ห่า สกปรกจริงๆ เออไปละ ฝันดีๆ”

ฝนตกตลอดเวลา เวลาก็ช้าเหมือนไม่เดินอยู่

ล้านคำบอกให้เฝ้าดู แล้วเธอจะรู้เรื่องราวต่อไป

แล้วน้ำตาจงปล่อยให้ไหลริน เงยหน้ามอง…จงมอง

 

จงยืนมองท้องฟ้า ให้ฝันโปรยปราย

จงระบาย ระบายกับทุกหยาดหยดที่ไหลผ่านใบหน้า

 

จากท้องฟ้า ที่ดูเศร้าใจ บนพื้นที่สีเทา

ที่หมองเศร้าเกินทน

แต่บนนั้นดวงดาวยังอยู่

 

ไม่เคยหายไป

 

 

ทิ้งตัวลงนอนบนผืนดิน ทุกสิ่งเป็นเพียงชั่วคราว

แสงแพรวพราว สกาวในจิตใจ

 

เพียงไม่เคยได้จ้องมอง

เพียงแค่ลอง

 

เธอจะมองเห็น

ไม่มีอะไรให้เสียแล้ว เราไม่มีอะไรตั้งแต่แรกแล้วนี่

 

 

มันเศร้า มันสุข บางครั้งมันก็เห็นความจริง

 

ในใจมีเรื่องมากมายเหลือเกินที่จะบอกเล่า ในใจมีความรู้สึกมากมายเหลือเกินที่จะระเบิดออกมา

ถึงจะไม่มีใครเห็นค่าของเพลงพวกนั้น เราขอแค่ได้ปลดปล่อยความรู้สึกพวกนี้ออกมา

 

ก่อนหน้านี้เราเป็นไอ้บ้ากวิน ถึงทำไม่สำเร็จแล้วมันกลายเป็นงานขยะเราก็ยังคงเป็นไอ้บ้ากวินเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปจากสายตาของคนอื่นเท่าไหร่

 

 

 

 

 

 

 

เอาล่ะไอ้บ้ากวิน ปล่อยความบ้าออกมาซะ!!!

กีตาร์เก่าๆ เต็มไปด้วยร่องรอยสีเทา

ขี้บุหรี่ เหงื่อ น้ำตา ยาสีฟัน

ในวัยรุ่นของหลายๆคนกีตาร์คือความพึงพอใจ

การห้อมล้อมโดยเพื่อนฝูง การได้รับความสนใจ จนทำให้เกิดความสนใจที่จะรับ

กีตาร์ตัวนั้นจะเศร้าหรือเปล่า

มันจะเคยแอบหนีเจ้านายไปจิบเบียร์จ้อร่วมวงเฮียเล้งและน้าพงษ์หรือเปล่า์?

ในวัยที่ผ่านเลยกีตาร์ยังเหมือนเดิม

ยังคงมีหกสาย

ค้นพบบางอย่าง

ภายใต้ขี้บุหรี่ เหงื่อ น้ำตา ยาสีฟัน

การเข้าใจในเสียงที่ตนก่อร่างสร้่างขึ้น

นั่นแหละเพื่อนแท้

เพื่อนที่ไม่เคยบ่นหรือปลอบโยน

เขาหรือเธอทำแค่เกิดขึ้นเพื่อบางอย่าง

เขาหรือเธอแค่บอกเราว่าเรารู้สึกอะไร

หลังจากนั้นมันก็อาจจะจบอย่างคมคาย

แต่วันนี้คิดไม่ออก

“เล็บขบ”

(คงพอคมไหวนะ)

A: ทำอะไรอยู่

(Bออกจากภวังค์ ค่อยๆหันจากหน้าต่างมามอง)

B : คิดว่าจะฆ่าตัวตายวิธีไหน

A : …นี่จริงจังหรือเปล่า

B : ก็ไม่กล้าทำ แต่ไม่ได้คิดเล่นๆ

A : ไม่มีอะไรที่่รักเลยเหรอ

B : มี แต่ก็เหมือนไม่มี

A : หาไรทำคลายเครียดบ้าง

B : อึดอัดว่ะ ไม่รู้จะทำอะไร

A : เอางี้ ไปสูบบุหรี่กัน

B : หมดไปซองแล้ววันนี้

A : มีอะไรที่พอจะช่วยได้…

B : ขอแบ่งบุหรี่ซักสามตัว

A : วันนี้หมดไปซองแล้วนี่…

B : เอ้อ นั่นดิ

A : ไอ้Cเป็นไงบ้าง

B : ก็ดี เมื่อวานพึ่งเจอมา ยังกวนตีนเหมือนเดิม

A : อืม…เดี๋ยวไปธุระต่อแล้ว

B : โชคดีเว้ย

A : รักตัวเองบ้างนะมึงน่ะ

B : …

A : รักคนอื่นไปก็เท่านั้น บั่นทอนมึงเปล่าๆ

B : …

 

 

 

B : ทำอะไรอยู่

A : คิดอยู่ว่าต่อไปจะเิอาไงดี

.

.

.

.

.

.

.

.

มันเคลื่อน เป็นวงกลม

เปื่อยๆยุ่ยๆ ม้วนอยู่ในกระดาษเปียกๆ

ฝนตกอีกแล้ว

 

ม้วนตัวกลับเข้าผ้าห่ม

“ช่างมันเหอะ”

จะมีพื้นที่ให้ฉันได้ยืนไหม ยังมีพื้นที่ที่ดีไหม

 

ในความรักฉันมองเห็นตัวเองในกระจก น้ำตาไหลนองหน้า ฉันเห็นว่าเธอไม่มีค่ากับฉันขนาดนั้น

ถ้าฉันเป็นน้ำ เธอคือคนที่ไม่เคยต้องการน้ำ เธอต้องการน้ำที่ซาบซ่า

 

ถ้าฉันเป็นป่า เธอคือคนที่มองหาแสงสี เพราะเธอเกลียดความสงบ

เธอเึคยบอกฉันว่าต้องการความสงบ ฉันคิดว่าจะไม่ทำให้เธอเสียใจ

แต่สิ่งที่แสดงออกคือเธอต้องการเสียงวุ่นวายที่ทำให้เธอไม่เหงา และเธอทำให้ฉันเสียใจโดยไม่คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ถ้าเธอคือหลุมดำ เธอคงดูดความสุขของฉันออกไปจนหมด ปล่อยให้ฉันทรมานกับการสูญเสียไม่จบไม่สิ้น

 

 

ถ้าฉันเป็นคนที่โง่ที่สุด เธอก็คงเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลก

ในระบบสุริยะ

ในจักรวาล

ในสามภาพสามโลก

 

ในความคิดฉัน

เธอหยิบกลอนที่ฉันแต่งมาอ่านแล้วหัวเราะ รู้สึกดีที่เห็นคนมีความสุขเพราะสิ่งที่เราเขียน แต่ภายใต้ถ้อยคำที่ตลกไม่คล้องจองฉันเขียนมันด้วยความเศร้า

 

ด้วยความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ในอกถึงคนๆหนึ่ง กวีขี้เมา เจ้าของสโลแกนสัมผัสนอกสัมผัสใน ชายผู้สาดความเจ็บปวดด้วยเหล้าและปากกา เขาสาดมัน

 

ออกมาเป็นเกาะแก้วพิสดาร ออกมาเป็นเรื่องราวเหนือจินตนาการ

 

แต่ใครจะรู้สึกถึงความกดดันที่เขามี ความเจ็บปวดที่เขาพยายามหลีกหนี ที่ทำให้เขาต้องพึ่งพาโลกจินตนาการ

 

 

 

เธอหัวเราะความเจ็บปวดอย่างเย็นชา ฉันเข้าใจ

บทกวีมักถูกย่ำยี

 

ไม่ว่าจะของสุนทรภู่ กับคนไร้หัวใจที่ยกย่องเขาให้เป็นเอกกวี

ไม่ว่าฉัน กับความเศร้าที่ถูกเธอหัวเราะ

 

ความเจ็บปวดของเราคือความบันเทิงของผู้อื่น ฉันเข้าใจ

 

 

และมันตลกกว่าเมื่อเราพบว่าความเจ็บปวดหายไปแล้ว

 

สุนทรภู่อาจจะรู้สึกแบบนี้

 

ทุกคนอาจจะรู้สึกแบบนี้

หลังจากเดินมึนๆออกไปซอยสวนสยามไปซื้อส้มตำ หลังจากการเกาตูดและหัวครั้งที่สองร้อยห้าสิบสองก็พบว่าตัวเองกำลังหาร้านกาแฟนั่งแช่

 

“Log Coffee” มึงจะเปลี่ยนเป็นชื่อนี้ทำไมวะ? ความคิดของเด็กสายวิทย์-คณิตฯกระซิบเบาๆข้างกกหูว่าอย่าเดินเข้าไปใกล้บทเรียนคณิตศาสตร์ในคราบร้านกาแฟเด็ดขาด ไม่งั้นอาจจะปวดหัวได้

อาทิตย์ที่แล้วป้าร้านของชำบอกว่าจะย้ายออกไป แล้วแกก็ไปจริงๆ จดที่อยู่ใหม่ไว้ด้วยแต่ก็ไม่น่าจะได้ไปในชาตินี้แน่ๆ ชีวิตมีอะไรให้ทำเยอะเกินไป

 

นั่งอัดบุหรี่หน้าร้านของชำที่ปิดตาย ร่องรอยทุกอย่างของร้านยังคงอยู่ เชือกพลาสติกสีแดง โซ่ล่ามหมาสีม่วงยังอยู่ตรงนั้น

เหงานะ พอรู้ว่าคนที่คุยกับเราได้ทุกเรื่องหายไปอีกคน

ยึดติดหรือเปล่า? ยึดนะ ไม่อยากโกหกมาก บางทีอะไรที่ยังมาไม่ถึงเราจะคาดการณ์ก่อนว่าเราจะมีสภาพเป็นแบบไหนตอนมันมาถึง

แล้วเราจะปิดประมูลเลยว่าเราเป็นคนที่เข้มแข็ง ไม่เป็นไรหรอก ชีวิตต้องเดินต่อไป ฯลฯ บล้า บล๊าาา บลา

พอความจริงเดินมาเตะผ่าหมากนั่นแหละชีวิตจริง มันเจ็บนะ หน้าเขียวหน่อยๆ เหมือนชีวิตขาดอะไรไป

 

“คนที่เคยเคียงข้างครานั้น เพียงฝนพรำเขาก็จากไป

บอกตัวเองว่าในวันนี้ ฉันจะสดใส สิ่งที่มันผ่านมาแล้วล้ม

ก็ปล่อยมันไป

บอกตัวเองหากมีสักครั้งย้อนคืนวันได้

จะไม่ยอมให้เจ็บ จะไม่ยอมให้เสียใจ

สิ่งที่มันต้องจบ ก็จบมันไป”

 

 

เรื่องที่สองคือเอาจริงๆ เราไม่รู้จักความรักแบบชายหญิง(เอ่อ รวมถึงชายชาย หญิงหญิง) เอาเข้าจริงๆเราไม่เคยรู้จักเลยนะ

 

ถ้าเสียใจน่ะรู้จัก พอจินตนาการภาพออกว่าพอสมหวังแล้วจะเป็นยังไง แต่มันก็เหมือนเรื่องป้าของชำอีกนั่นแหละ

ถ้าเราสมหวังเราจะรู้สึกแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า? ชีวิตมันจะมีความสุขขึ้นเหรอวะ? มีแฟนแล้วมึงจะดูดบุหรี่น้อยลงเหรอวะ์? นี่คือที่ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าถึงสมหวังไปเราให้เขาได้แบบนั้นหรือเปล่า แล้วเขาจะดีแบบนี้หรือเปล่า

ถ้าดูจากการกระทำตอนนี้ก็คงไม่ ใจนึงอยากปล่อยให้เขาอยู่ในโลกของเขา ความรักของเขา หน้าที่ของเขา

 

แต่อีกใจมันอยากวิ่งหนีออกไป ไม่ได้อยากครอบครอง ผู้หญิงคนนึงมันหนักเกินไปที่จะแบกไหว ยิ่งถ้าต้องแบกไปไม่ให้กระทบกระทั่งหรือหัวฟาดก็ยิ่งยากใหญ่

 

เราคงต้องรอให้เจอคนที่เดินไปด้วยกันดีกว่า คนที่คุยกันรู้เรื่องโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก คนที่เข้าใจชีวิตในแบบเดียวกัน ระดับเดียวกัน

 

 

 

ไม่ใช่ว่าไม่รัก ไม่ใช่ไม่มีสิทธิ์

 

แค่ขี้เกียจเอาใจ แค่ขี้เกียจเจ้าชู้ใส่

 

แค่ขี้เกียจแบก แค่อยากจะอ้วกที่ได้ยินคำพูดหวานๆที่มันไม่จริงใจ

 

แค่อยากบอกว่าลาก่อน

 

 

“ลาก่อน ขอให้หาผู้ชายที่ตลาดต้องการให้ได้นะ พยายามเข้า!”

การมองโลกในแง่ดีคือความสวยงามของการเป็นมนุษย์หรือเปล่า? ถ้าใช่ขอให้มันเปลี่ยนไปได้ไหม

 

ยิ่งวันเวลาผ่านไปสายตาที่มองโลกคู่นี้มันมองโลกในแง่ดีได้น้อยลงๆ เสียใจมากขึ้น ดิ้นรนมากขึ้น ผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ

ความฝันที่เคยดูสวยงามวันนี้มันเปื้อนไปด้วยน้ำตา ความผิดหวังสีจางๆที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ

 

การเฝ้ารอที่ยาวนาน ปัญหาที่ไม่เคยหมดไม่สิ้นคือแรงผลักดันที่นำเราไปสู่ชัยชนะจริงหรือเปล่า? เพราะมันทำให้เราเหนื่อยล้าลงเรื่อยๆ เราร้องไห้ครั้งแล้วครั้งเล่าในความมืดที่ไม่มีใครอยู่จริง ทุกครั้งที่ได้ยินคำปลอบใจ ทุกครั้งที่มองหน้าคนที่ให้กำลังใจ บ่อยครั้งไปมันก็ทำให้เราไม่อยากได้คำปลอบใจอีกต่อไป

 

เราไม่รู้จะสู้่ต่อไปยังไง ไม่รู้แม้กระทั่งว่าสู้กับอะไรอยู่ ต้องทำอะไร ต้องรออะไร ปัจจุบันอยู่จุดไหนที่เราจะอยู่กับมันได้อย่างสันติ

 

 

ยิ่งกาลเวลากัดกินเรามากแค่ไหนการมองโลกในแง่ดีมันก็แค่ขนมหวาน กินหมดแล้วก็ขี้ออกมาเหม็นเหมือนกันแหละ

 

นี่คือการโตเป็นผู้ใหญ่หรือเปล่า? ถ้าใช่ เราขอเป็นเด็กต่อไปได้ไหม? เพราะถึงยังไงก็ขอกินอะไรหวานๆได้หรือเปล่า?

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.