You are currently browsing the category archive for the ‘บทสนทนา/เรื่องสั้นมาก’ category.

หลังจากหน้าที่สามไปเขาหรือเธอ(เราไม่รู้ว่าควรจะเรียกเขาหรือเธอว่าอะไร)ก็เลิกลงวันที่กำกับในสมุดหน้าต่อๆไป แต่บันทึกก็ยังคงดำเนินไปและเต็มไปด้วยความหวังของผู้เขียนจนกระทั่งถึงหน้ากลางของบันทึกพอดี

“วันนี้ว่างเปล่า ว่างเปล่าจริงๆ เป็นวันที่สงสัยขึ้นมาว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ บนเก้าอี้ตัวเดิม เขียนบันทึกเล่มเดิม เราเลิกนับไปแล้วว่าชายคนนั้นไม่ได้เข้ามาหาเรากี่วันแล้ว บางทีอาจเป็นเดือน ปี หรือมากกว่านั้น

กระดาษ ดินสอถูกยึดไป รวมถึงบันทึกเล่มอื่นๆด้วย

และวันนี้ก็เป็นวันที่เรากลัวที่สุดว่าจะมา วันนี้เราจำไม่ได้ว่าเราชื่ออะไรหรือกระทั่งว่าเราเคยเป็นใคร เรากำลังจะหายไปจากความทรงจำของตัวเองและไม่มีวันหวนกลับมา

เราพยายามนึกตลอดเช้าแต่ก็นึกไม่ออกว่าเราเป็นใคร และบันทึกหน้าแรกๆก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการเตือนว่าเราเคยเป็นใคร เราเคยเป็นคนแบบไหน หรือแม้กระทั่งเราเคยมีอยู่

เรากลัวเหลือเกิน กลัวว่าตัวเองจะหายไป กลัวว่าเราจะไม่เหลืออะไรให้นึกถึง กลัวเหลือเกินว่าวันนั้นจะมาถึง และมันต้องมาถึงแน่ๆ”

บันทึกหน้านั้นเขียนไว้เพียงเท่านั้น พออ่านจบเราก็เกิดความคิดประหลาดขึ้นมา

ถ้าเรื่องทั้งหมดที่เขียนเกิด “จริง” ขึ้นมาล่ะ? คนที่เขียนมันขึ้นมาคงกำลังต้องการความช่วยเหลือแน่ๆ

แต่ถ้าจริง คนที่อยู่ในห้องๆเดียวทั้งชีวิตจะมาทิ้งบันทึกไว้ตามทางเท้าได้ยังไงกัน?

นั่นล่ะที่เราต้องหาคำตอบ

 วันนี้จะมาต่อในบันทึกหน้าที่สอง เนื้อหามีดังต่อไปนี้

“ชายสวมเสื้อสีขาวออกไปแล้ว และอนุญาตให้เราเขียนบันทึกเล่มนี้ต่อได้หากเราอยากจะเขียน ชายคนนั้นมีลักษณะเช่นไรนั้นยากจะอธิบาย รู้แต่เขาใส่แว่น(ไม่หนา) ผมหงอกประปราย อายุราวห้าสิบสองห้าสิบสามได้ เขาถามเราหลายๆเรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับอารมณ์ในขณะนั้นและเรื่องตัวเราทั้งหลายที่ก็ไม่เข้าใจว่าจะถามทำไมหลายๆเรื่องทั้งที่ถามอยู่ทุกวัน

ตอนนี้มืดแล้ว ท้องฟ้ามืดไปหมด เราเลิกมองออกไปข้างนอกแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มห้าสิบนาทีและเราคงต้องนอนอีกแล้ว “

หน้าที่สองจบลงเท่านี้

(หน้าที่สาม เขียนไว้ว่าวันที่ 20 มีนาคม 2001)

” เราไม่ได้เขียนบันทึกมาราวๆสามปีแล้ว สมุดเล่มเดียวที่บอกได้ว่าเคยมีผู้เขียนมันเคยมีตัวตนอยู่และในขณะที่เขียนตัวอักษรลงในหน้ากระดาษนั้นผู้เขียนรู้สึกอย่างไร

วันนี้เราเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยกับการถูกจำกัดอิสระ เหนื่อยที่จะต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เหนื่อยที่จะตอบคำถามของชายคนนั้น

เมื่อวานเป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนั้นหลังจากอยู่ในห้องนี้มานาน เราบอกว่าอยากออกไปข้างนอกแต่เมื่อถูกถามกลับมาว่าจะไปไหนเราก็คิดคำตอบไม่ออก ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าคิดไม่ออกแต่คำตอบไม่มีอยู่แต่แรกแล้ว ไม่มีทางเลยที่จะได้ไปไหนนอกจากในห้องนี้ หรือถึงแม้คนที่นี่จะต้องไปกันหมด เราก็เป็นคนเดียวที่ต้องอยู่ที่นี่ ในนี้!

แต่ว่าตอนนี้เราก็ยังมีเรื่องให้ดีใจเพราะในที่สุดเขาก็อนุญาตให้เราทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกจากเขียนบันทึกได้แล้ว ตอนนี้เราได้ดินสอ ยางลบ และกระดาษแล้ว แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะวาดอะไร คงเป็นนอกหน้าต่าง ภาพที่ไกลออกไป

ต่อไปนี้จะไม่เขียนถึงเวลาอีก เวลาไม่เคยมีค่าอะไรเลยสำหรับเรา บันทึกเล่มนี้จะเป็นเรื่องราว ชีวิต และทุกสิ่ง

ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆห้องนี้ “

วันนี้เก็บสมุดบันทึกได้หนึ่งเล่ม สมุดบันทึกสีขาวธรรมดาๆหน้าปกเขียนด้วยปากกาสีดำ ตัวหนังสือเล็กๆเขียนว่า “บันทึกของเรา” หลังจากที่ได้อ่านก็สรุปเอาเองง่ายๆว่าบันทึกเล่มนี้ไม่ใช่เล่มแรกที่เจ้าของเขียน น่าจะเป็นหนึ่งในหลายๆเล่มที่เขียนไว้

เนื้อความของหน้าแรกที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆแต่เรียบ เรียบจนน่าแปลกใจ และเพื่อไม่ให้เสียเวลาเราจะเอา “บันทึกของเรา” ที่เราเก็บได้มาให้ทุกคนได้อ่าน

เนื้อหาของบันทึกหน้าแรก

 นาฬิกาชี้เวลาหกโมงสี่สิบนาที หน้าที่ของมันคือชี้เวลาแต่มันไม่มีเข็มชี้จริงๆหรอกเพราะมันเป็นนาฬิกาดิจิตอล ตอนนี้หกโมงสี่สิบนาทีแล้วท้องฟ้าใกล้มืดเป็นสีฟ้าอมแดงนิดๆเป็นปกติ

เวลานี้ควรเป็นเวลาทำอะไรของคนปกติเราก็ไม่อาจรู้ได้ รู้เพียงแต่ไม่ว่าตอนนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ เราก็ต้องอยู่ในห้องกว้างสิบคูณสิบเมตร กำแพงและเพดานสีขาวหม่น จริงๆมันอาจเป็นสีขาวสะอาดเพียงแต่เราไม่รู้ว่าสีขาวสองแบบเป็นแบบไหน

สรุปได้ทันทีว่าจะมีเพียงห้องๆนี้เท่านั้นที่อยู่ในมุมมองตลอดชีวิตของเรา

ประตูไม้เรียบๆแบบลูกบิดหมุน หน้าต่างหนึ่งบาน โต๊ะไม้อัดเรียบๆและเก้าอี้นวมทำงาน(ซึ่งเราคิดบ่อยครั้งว่ามันไม่เข้ากันเลย) และก็มีเตียงไม้ขนาดพอดีตัวและฟูกสีขาว

วันนี้เหมือนทุกวัน เราลากเก้าอี้นวมมานั่งที่หน้าต่างด้วยเหตุผลเดิม เหตุผลที่ว่าเราอยากเบนสายตาไปที่อื่น ที่ๆไม่ใช่ห้องสีขาว

พอเขียนมาถึงตรงนี้ก็ได้เวลาหนึ่งทุ่มตรงพอดี อีกไม่กี่นาทีผู้ชายท่าทางแปลกๆคนนั้นก็จะเข้ามาอีกเหมือนทุกวัน

อืม…เราคงเขียนถูกแล้วล่ะ ตอนนี้ผู้ชายใส่เสื้อนอกแขนยาวสีขาว(เราจำไม่ได้ว่าเสื้อแบบนี้เรียกว่าอะไร)ก็เข้ามานั่งบนเก้าอี้อีกตัวบนโต๊ะ

เนื้อความในบันทึกหน้านี้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ถ้าหากเราอ่านที่เหลือจะลองมาสรุปให้ฟังต่อนะ

ก้อนหินก้อนหนึ่งร่วงหล่นจากปลายปากกาด้ามหนึ่ง ด้ามปากกานี้มิใช่ด้ามปากกาธรรมดาแต่เป็นปากกาที่มีเจ้าของเป็นหญิงสาวอายุอานามราวสิบหกสิบเจ็ดปี แล้วหญิงสาวก็มีเจ้าของเป็นเพื่อนชายที่คบหากันได้มาสามเดือนได้แล้วและเธอก็เห็นว่าชายคนนั้นเป็นของๆเธอเช่นกัน

 

แม่ของทั้งหญิงและชายมองดูอยู่ห่างๆด้วยเหตุผลลึกๆว่าด้วยการเป็นผู้ให้กำเนิดย่อมเป็นเจ้าของสิ่งมีชีวิตที่หลุดออกมาจากช่องคลอดของเธอและแรงเบ่งของเธอ

 

ก้อนหินก้อนเดิมถูกเก็บได้โดยเด็กชายต๊อด เด็กชายต๊อดมีความเห็นว่าก้อนหินก้อนนี้น่าจะเป็นของเขาเนื่องจากเขาเป็นคนพบและเก็บได้เป็นคนแรก เขาเอามันใส่กระเป๋ากางเกงและเดินกลับบ้าน

 

กลางดึกคืนหนึ่งในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์เบื้องต้น นายเอกภาพเดินย่องเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง นายเอกภาพมีอาชีพเป็นขโมยมือสมัครเล่น เมื่องัดแงะเข้าไปได้แล้วนายเอกภาพก็หยิบฉวยข้าวของที่เขาเห็นว่ามันเป็นของเขา

 

ในเวลาก่อนหน้านี้ประมาณสี่หรือห้าชั่วโมง เด็กชายวิถีทัศน์นั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนสีขาวที่เลอะจนเป็นสีเทาแล้ว เด็กชายวิถีทัศน์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอย ฟังดูเผินๆอาจจะเหมือนคำพูดที่ไร้สาระและไม่ตั้งใจพูด แต่หากลองนั่งสนทนากับเด็กชายวิถีทัศน์จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เด็กชายวิถีทัศน์กลั่นกรองอย่างละเอียดอ่อน

 

ข้าพเจ้านั่งอยู่ทางซ้ายมือของเด็กชายวิถีทัศน์ สมองส่วนประมวลผลกำลังตั้งใจกับการสนทนาครั้งนี้ ดูเผินๆก็เหมือนกับว่าข้าพเจ้านั่งเหม่อมองไปข้างหน้าแล้วตอบกลับไปเรื่อยๆ

 

ก้อนหินหล่นจากมือของเด็กชายต๊อด ปลิวมาตามกระแสลม อาจจะกระแสน้ำ กระแสไฟฟ้า กระแสนิยม หรือกระแสอะไรสักอย่างที่มันพัดมาได้ ก้อนหินตกกระทบที่ปลายเท้าของข้าพเจ้าและกระเด็นลงพื้นอย่างนุ่มนวล

 

“ไม่เคยมีอะไรเกิดมา ทุกสิ่งมีอยู่แล้ว มันแค่เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่าง” เด็กชายวิถีทัศน์เงียบไปครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าเฝ้ารอประโยคต่อไปแบบไม่รีบร้อน “เราไม่เคยได้สร้างอะไร เราทำแค่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำเป็นสิ่งใหม่”

 

 

คนเราชินกับคำว่าสร้างมากเกินไป” ข้าพเจ้าพยักหน้าตอบแล้วเหม่อมองไปข้างหน้าต่อไป

 

 

 

 

 

 

บทสนทนาประกอบเรื่องสั้น(สั้นมากๆ)

 

ปล.  บทความสั้นๆนี้คิดได้จากการสนทนากับ วิถีทัศน์ อมาตยกุล หรือ “ก้าน”

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.