นางเอกเป็นหญิงมีชาติตระกูลสูงศักดิ์ แต่อนิจจาอาภัพ เธอถูกตัดออกจากกองมรดกเพราะแม่ของนางอิจฉาใส่ร้ายแม่ของเธอที่เป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา ข่าวลือที่ว่าแม่ของเธอเคยเป็นหญิงขายบริการในสำนักโคมเขียว211ก่อนที่จะมาแต่งงานกับพ่อของเธอนั้นแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่แม่นางเอกคลอดนางเอกหล่อนก็พร่ำขอโทษลูกสาวตลอด แม่นางเอกเริ่มป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและใช้ปืนColt.22ยิงตัดขั้วหัวใจตัวเองตายในอีกสองเดือนต่อมา

ตัดมาปัจจุบัน พระเอกเป็นเจ้าของบริษัทค้าอาวุธนานาชาติที่ผันตัวมาทำการกุศล(เคยถูกท้วงติงจากผู้อำนวยการสร้างว่าบทซ้ำกับIronmanแต่ก็หยวนๆกันไป เนื่องจากคนเขียนบทในตอนนั้นบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเขียนบทละครมายี่สิบสองปี คนดูไม่เอะใจหรอกถ้าพระเอกหล่อพอ”) พระเอกกำลังสืบเรื่องขององค์กรลับที่มีแผนการณ์จะทำลายประเทศไทยด้วยการลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาด้วยปืนไรเฟิลซุ่มยิงระยะไกลของกองทัพไทย อเมริกาโกรธแค้นไทยหลังจากตามรอยปืนไปถึงแหล่งผลิต(ซึ่งในโลกแห่งความจริงไทยมีปืนแบบนั้นไม่ถึง 6 กระบอกด้วยซ้ำในกองทัพ แถมปืนมันก็ผลิตที่เดียวกัน เผลอๆซื้อต่อจากอเมริกามาอีกต่างหาก แล้วไอ้คนคิดแผนไม่วางระเบิดเอาวะ? ระเบิดนิวเคลียร์แบบใส่กระเป๋าพกพาน่ะ Portable nukeน่ะ เรียนเขียนบทมาจากไหน??)

อเมริกาประกาศสงครามกับไทย โดยจะส่งเรือรบเข้ามาประชิดทางฝั่งอันดามัน จังหวัดกระบี่ถูกยึดเป็นที่แรกโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อเลย(เนื่องจากงบไม่พอที่จะทำฉากสงคราม จึงมีแต่เพลงประกอบจากหนังHollywoodหลายๆเรื่องยำรวมกันในตอนเดียวบวกกับการซูมหน้าตัวละครแต่ละตัวเวลาพูด หลังจากนั้นเพลงก็เร้าขึ้นในตอนที่ไม่มีอะไรเลย! และหยุดเร้าในตอนที่ไม่มีอะไรอีกนั่นแหละ!) นางเอกเริ่มออกในตอนนั้นเอง เธอทำงานเป็นบริกรในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่กระบี่ เธอเล่าภูมิหลังของเธอไว้ในฉากแรกที่เธอออกทันทีสาเหตุเพราะถูกทหารอเมริกันบังคับให้เล่าเรื่องความหลัง ซึ่งเธอก็เล่าอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักในยี่สิบวินาทีแรก หลังจากนั้นอดีตของนางเอกก็ถูกรีเพลย์ในภาพโทนสีซีเปียคอนทราสต์สูงๆ(และอดีตของนางเอกก็กินเวลาไปครึ่งตอน)

ทหารอเมริกันเมื่อได้ฟังเรื่องราวของนางเอกก็เกิดตกหลุมรักนางเอก พันเอกจอห์น แลงค์เลอร์(ชื่อที่ดีที่สุดที่คนคิดบทจะคิดได้ก็เป็นยี่ห้อเหล้าถูกๆ) พานางเอกหนีในอีกสามตอนถัดมาเนื่องจากสงสาร

พระเอกเริ่มขุดคุ้ยลึกจนรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้วางแผนและลงมือทั้งหมดก็คือพ่อของเขาเอง! พ่อของพระเอกเมื่อถูกจับได้ก็จับพระเอกมัดไว้และเริ่มเฉลยแผนการณ์ชั่วร้ายของตนทีละแผน ในขณะที่พูดนั้นจะหัวเราะประมาณ 1 ครั้งในทุกประโยคที่พูด พ่อของพระเอกต้องการจะให้ไทยเป็นเจ้าโลกโดยการเปิดสงครามกับอเมริกา ซึ่งเขามั่นใจอย่างมากว่าอาวุธที่เขามีไว้ในครอบครอง(ศิลาในสมัยอยุธยา มีอักขระขอมที่ทางผู้ประกอบฉากเขียนมั่วๆ และสามารถโฟกัสแสงจากดวงอาทิตย์ให้กลายเป็นลำแสงทำลายล้างได้หากนำไปติดบนดาวเทียม)

พระเอกถูกยิงและโยนออกนอกหน้าต่าง หลังจากนั้นพระเอกก็หายไปและดันไม่มีนักข่าวคนไหนในเรื่องเอะใจว่าประธานบริษัทหายไป

ตัดมาฝั่งนางเอก จอห์นสารภาพรักกับนางเอกในช่วงใกล้จบ ภาพไฟไหม้ในฉากหลังช่างดูสวยงาม(?) ไฟในฉากหลังเกิดจากฉากต่อสู้ของจอห์นกับกลุ่มโจรป่าเสือสมิงที่562ที่จับนางเอกไว้ในกระท่อมและพยายามจะข่มขืนนางเอก หลังจากสารภาพรักสำเร็จจอห์นก็ล้มลงหมดสติและมีหน่วยแพทย์มาช่วยไว้อย่างปาฏิหารย์กลางป่า

พระเอกด้วยความแค้นได้สาบานว่าจะล้างคนชั่วให้หมดไปจากโลกนี้และเริ่มตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยชื่ออินทรีแดง

ในขณะเดียวกันนั้นสถานการณ์ก็ตรึงเครียดขึ้นเรื่อยๆระหว่างไทยและอเมริกา สุดท้ายอเมริกาก็ถอนทัพเนื่องจากเห็นแก่ความรักระหว่างจอห์นและนางเอก นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ยยยย!?

อินทรีแดงเริ่มต่อกรกับเหล่าร้ายสมุนของบิดาและทหารอเมริกันที่หลงเหลือในไทยอย่างเลือดเย็นตอนกลางวันแสกๆ Locationเด็ดๆในไทยก็ยัดเข้าไปให้หมด สู้กันที่หาดกระบี่ ยิงกันในตลาดน้ำ ต่อยกันบนภูกระดึง (พัทยาและพัฒพงศ์จะไม่มีในเรื่อง เนื่องจากชาติเราเป็นชาติที่ดีงามทางสังคมและวัฒนธรรม)

พระเอกเจอนางเอกที่กรุงเทพฯขณะที่กำลังสืบเรื่องสายลับCIAที่แฝงตัวเข้ามาในไทยเพื่อสืบเรื่ององค์กรพ่อพระเอก เรื่องเฉลยในอีกครึ่งตอนว่าสายลับคนนั้นคือจอห์นนั่นเอง!

จอห์นกับพระเอกร่วมมือกันจนโค่นล้มองค์กรร้ายได้สำเร็จ จอห์นตายในการต่อสู้และได้รับเหรียญกล้าหารจากประธานาธิบดี ก่อนตายจอห์นบอกกับพระเอกว่า ฝากดูแลนางเอกด้วย

พระเอกได้กลับไปเป็นประธานบริษัทอีกครั้ง หลังจากเช็คประวัตินางเอกอย่างละเอียดก็พบว่านางเอกเป็นคู่หมั้นตัวจริงของเขาที่หายตัวไปเมื่อยี่สิบปีก่อนนั่นเอง!!! แม่ของนางเอกได้แอบติดต่อกับแม่ของพระเอกอย่างลับๆเพื่อไม่ให้พ่อของพระเอกไหวตัวและขัดขวางในพรหมลิขิตของทั้งตัวของพระเอกและตัวของนางเอก!

ทั้งสองแต่งงานกันในตอนจบโดยไม่มีใครในงานแต่งGive a shitเรื่องจอห์นแม้แต่นิดเดียวราวกับว่ามันไม่เคยออกมาในเรื่องนี้เลย

นางอิจฉาบรรลุธรรมในตอนจบ กลับตัวเป็นคนดี(ทั้งๆที่ทั้งเรื่องมันโผล่มาด่านางเอกอย่างน้อยตอนละครั้ง โชว์นมตอนละสองครั้ง) เข้าวัดเข้าวา และสัญญาว่าจะเลิกยุ่งเรื่องทางโลกอีกต่อไป

“มันทุกข์มากเลยนะคะความรักที่ฉันมีให้คุณ แต่ฉันเห็นแล้วค่ะ… ฉันเห็นทางสว่างและฉันมีความสุขมาก ขอให้ทั้งสองคนรักกันชั่วนิรันดร์” คือประโยคที่ผู้ชมทางบ้านบางท่านถึงกับร้องไห้สงสารนางอิจฉา และนักแสดงได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมแห่งปีเพราะประโยคนี้เลยทีเดียว

เมื่อละครจบลงกระแสตอบรับที่ได้นั้นมีล้นหลาม สาเหตุนั้นมาจากพระเอก “โชว์กล้าม” ในเรื่อง และ “หล่อ” มากๆ ส่วนนางเอกก็น่ารักและเข้ากับพระเอกได้ดี มีข่าวว่าทั้งคู่กิ๊กกันนอกจอซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่โปรเจกต์ภาคต่อถูกพิจารณาอย่างจริงจังภายในบอร์ดบริหาร

ที่น่าดีใจก็คือไม่มีใครตั้งคำถามหรือสงสัยพล็อตเรื่องและติเตียนเรื่องบทพูดเลยแม้แต่น้อย พวกผมจะได้เริ่มเขียนกันต่อในภาคสองซะที

พวกผมไม่ผิดแน่ๆ ผมทำงานแบบนี้เพราะพอพวกผมทำแบบอื่นก็โดนด่าบ้าง งบไม่พอบ้าง นักแสดงไม่พร้อมบ้าง พวกผมต้องกินต้องอยู่น่ะ ขอโทษที!

You seek for your existence , I see .

You blame those who can’t feel you , I understand.

 

But in that moment you can’t feel me either.

 

Why do I can’t feel my throat ? Is it still on my shoulder or gone for long ?

 

I might be born to be invisible .

 

I am stuck , thrown , floated , flown .

 

Endless sky , goodbye my love .

 

My greatest enemy .

Homosapien

เป็นงานเพลงที่จะทำหลังจากไปรับผลสแกนMRIที่โรงพยาบาลอย่างตื่นเต้น

“กูไม่เป็นเนื้องอกโว้ยยยยย”

รูปนี้เป็นเศษกระดาษที่ผู้เขียน(ณัฐกานต์ อมาตยกุล หรือ อีตาคุณนิ่ง) ส่งภาพมาให้

กีตาร์เก่าๆ เต็มไปด้วยร่องรอยสีเทา

ขี้บุหรี่ เหงื่อ น้ำตา ยาสีฟัน

ในวัยรุ่นของหลายๆคนกีตาร์คือความพึงพอใจ

การห้อมล้อมโดยเพื่อนฝูง การได้รับความสนใจ จนทำให้เกิดความสนใจที่จะรับ

กีตาร์ตัวนั้นจะเศร้าหรือเปล่า

มันจะเคยแอบหนีเจ้านายไปจิบเบียร์จ้อร่วมวงเฮียเล้งและน้าพงษ์หรือเปล่า์?

ในวัยที่ผ่านเลยกีตาร์ยังเหมือนเดิม

ยังคงมีหกสาย

ค้นพบบางอย่าง

ภายใต้ขี้บุหรี่ เหงื่อ น้ำตา ยาสีฟัน

การเข้าใจในเสียงที่ตนก่อร่างสร้่างขึ้น

นั่นแหละเพื่อนแท้

เพื่อนที่ไม่เคยบ่นหรือปลอบโยน

เขาหรือเธอทำแค่เกิดขึ้นเพื่อบางอย่าง

เขาหรือเธอแค่บอกเราว่าเรารู้สึกอะไร

หลังจากนั้นมันก็อาจจะจบอย่างคมคาย

แต่วันนี้คิดไม่ออก

“เล็บขบ”

(คงพอคมไหวนะ)

A: ทำอะไรอยู่

(Bออกจากภวังค์ ค่อยๆหันจากหน้าต่างมามอง)

B : คิดว่าจะฆ่าตัวตายวิธีไหน

A : …นี่จริงจังหรือเปล่า

B : ก็ไม่กล้าทำ แต่ไม่ได้คิดเล่นๆ

A : ไม่มีอะไรที่่รักเลยเหรอ

B : มี แต่ก็เหมือนไม่มี

A : หาไรทำคลายเครียดบ้าง

B : อึดอัดว่ะ ไม่รู้จะทำอะไร

A : เอางี้ ไปสูบบุหรี่กัน

B : หมดไปซองแล้ววันนี้

A : มีอะไรที่พอจะช่วยได้…

B : ขอแบ่งบุหรี่ซักสามตัว

A : วันนี้หมดไปซองแล้วนี่…

B : เอ้อ นั่นดิ

A : ไอ้Cเป็นไงบ้าง

B : ก็ดี เมื่อวานพึ่งเจอมา ยังกวนตีนเหมือนเดิม

A : อืม…เดี๋ยวไปธุระต่อแล้ว

B : โชคดีเว้ย

A : รักตัวเองบ้างนะมึงน่ะ

B : …

A : รักคนอื่นไปก็เท่านั้น บั่นทอนมึงเปล่าๆ

B : …

 

 

 

B : ทำอะไรอยู่

A : คิดอยู่ว่าต่อไปจะเิอาไงดี

.

.

.

.

.

.

.

.

มันเคลื่อน เป็นวงกลม

จะมีพื้นที่ให้ฉันได้ยืนไหม ยังมีพื้นที่ที่ดีไหม

 

ในความรักฉันมองเห็นตัวเองในกระจก น้ำตาไหลนองหน้า ฉันเห็นว่าเธอไม่มีค่ากับฉันขนาดนั้น

ถ้าฉันเป็นน้ำ เธอคือคนที่ไม่เคยต้องการน้ำ เธอต้องการน้ำที่ซาบซ่า

 

ถ้าฉันเป็นป่า เธอคือคนที่มองหาแสงสี เพราะเธอเกลียดความสงบ

เธอเึคยบอกฉันว่าต้องการความสงบ ฉันคิดว่าจะไม่ทำให้เธอเสียใจ

แต่สิ่งที่แสดงออกคือเธอต้องการเสียงวุ่นวายที่ทำให้เธอไม่เหงา และเธอทำให้ฉันเสียใจโดยไม่คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ถ้าเธอคือหลุมดำ เธอคงดูดความสุขของฉันออกไปจนหมด ปล่อยให้ฉันทรมานกับการสูญเสียไม่จบไม่สิ้น

 

 

ถ้าฉันเป็นคนที่โง่ที่สุด เธอก็คงเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดในโลก

ในระบบสุริยะ

ในจักรวาล

ในสามภาพสามโลก

 

ในความคิดฉัน

 “น้องคะ น้องคะ ยืมไฟแช็คหน่อยค่ะ” เสียงเบาๆแต่ความรู้สึกเหมือนโดนตบหัวแรงๆประมาณห้าทีดังขึ้น กระชากใจ(คนพูดไม่ได้สวยมากหรอก) กระชากใจออกมาจากความเหม่อลอยไร้จุดหมายเมื่อการคราวที่แล้ว

โดยไร้คำตอบ มือเราก็ยื่นไฟแช็คให้ทันที เสียงแชะดังขึ้นและตามมาด้วยแสงไฟและสายควันสีขาวๆลอยออกมาจากปลายบุหรี่ ในขณะนั้นหญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ร้องไห้ออกมา คำพูดไหลออกมาจากปากของเธอไม่หยุด คำพูดไหลเข้าสู่หูของชายแปลกหน้า

ผู้ชายคนนั้นจะรู้ไหมนะ? ว่าคำปลอบใจของเขามันไร้ประโยชน์สิ้นดี

เขาจะรู้ไหมนะ? ว่าคำว่า “ใจเย็นๆก่อน” ไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น

เธอจะรู้ไหมนะ? ว่าสิ่งที่เธอกำลังเสียใจมันเป็นแค่เรื่องธรรมดาของคนอื่น

อาจเป็นเพราะเธอนั้นเหนื่อยเกินไปที่จะรู้ หรือเธอแค่แสดงออกให้โลกนี้รับรู้ว่าเธอยังคงมีตัวตนอยู่

“พี่ หนูไม่ไหวแล้ว พี่รู้ป่ะมันพูดอะไรกับหนู มันบอกว่าจะร้องไห้ทำไมเรื่องแค่นี้….หนูเหนื่อยนะ หนูต้องกลับบ้านไปหาแม่หนูเลยไปหามันไม่ได้ แล้วพอหนูพูดเรื่องที่กำลังบอกพี่ให้มันฟังมันบอกหนูแบบนี้” แล้วเสียงฮือก็ดังขึ้นอีก

เราหายไปอีกครั้ง หายไปสู่ที่ๆไกลออกไป ส่วนเธอกลับมาอีกครั้ง

เธอกลับมาสู่ความเสียใจ กลับมาสัมผัสตัวตนอันเจ็บปวดรวดร้าว

รู้สึกอย่างไรโลกเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? เธอจะรู้คำถามนี้ไหมที่เราเฝ้าถามในใจ

คำถามที่ไม่มีคำตอบ แต่เราเชื่อว่าเราจะเข้าใจคำตอบ

 เราถามเพื่อนชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง…อันที่จริงก็ไม่ได้เพื่อนเท่าไรแต่จะเรียกน้าก็กระไรอยู่

เราพอจะรู้ว่าการตั้งคำถามเรื่องพระเจ้ากับคริสเตียนนี่อาจจะออกไปทางหมิ่นเหม่อยู่ แต่ในเมื่อไม่มีเจตนาก็ต้องถามกันก่อนล่ะ เราถามเรื่องพื้นๆว่าในฐานะที่คุณเป็นคริสเตียน คุณคิดยังไงกับคำว่าพระเจ้า?

เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนตอบว่าในความเห็นของเขา เขาคิดว่าพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง (He’s not a physical thing. He’s not even he.) จากสองประโยคต้นๆที่ยกตัวอย่างน่าจะหมายความว่าพระเจ้าของเขานั้นไม่มีตัวตนทางกายภาพ(Physical thing)และอีกประโยคตัดมาคือ “He’s not exist but we all know he’s always there.”

การอธิบายของเพื่อนผู้นี้บอกกับเราว่าพระเจ้าไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สรรพสิ่งใดสรรพสิ่งหนึ่ง หรือแม้แต่ไม่ใช่ตัวตน ดังนั้นคำถามสำหรับบางคนคือ “พระเจ้าคืออะไรจริงๆกันแน่เล่า?” หรืออาจเป็น “เราไม่เชื่อในพระเจ้า” แต่อย่าพึ่งด่วนสรุป

การที่เราเป็นคนพุทธนั้นไม่ใช่ว่าเราจะปฏิเสธคำว่าพระเจ้า(เรื่องราว)ได้อย่างสิ้นเชิงหากไม่ได้พิสูจน์(เป็นที่รู้กันว่าใครเป็นคนบอกเรื่องนี้ไว้)

พระเจ้าในความเชื่อคือผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง จัดสรรจัดการทุกอย่างตามที่มันควรจะเป็น และแน่นอนล่ะ พระเจ้านั้น “มีเหตุผล” คำว่ามีเหตุผลในข้อนี้ก็สอดคล้องไปคล้ายคลึงกับความเชื่อของพุทธที่เรียกว่า “กฏแห่งกรรม”(แรงกระทำส่งผลต่อสิ่งๆหนึ่ง สิ่งๆนั้นจะมีแรงกระทำส่งกลับไปเท่าเดิม หรือ Action = Reaction)

ความรักจากพระเจ้าในแง่ของคริสเตียนนั้นไม่น่าจะใช่การรักระหว่างบุคคลถึงบุคคล แม้กระทั่งความรักระหว่างพ่อแม่ลูกก็ยังไม่ใช่ความรักของพระเจ้า แต่ความรักของพระเจ้านั้นเท่าเทียม มีเหตุผล และจัดสรรทุกอย่างตามเหตุปัจจัย(เราใช้คำว่า “น่าจะ” เพราะเราก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องคริสต์ลึกซึ้งมาก)

หลังจากที่เราฟังความเห็นเรื่องพระเจ้าแล้วเราก็ตั้งคำถามกลับไป “Do you think it’s possible , if your god is nature.”

คำตอบของเพื่อนคนนี้จะเป็นยังไงก็คงไม่สำคัญมากเท่าไรเพราะเราก็ไม่อาจรู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง

แต่จากการคุยกันครั้งก่อนๆ ความเห็นของเพื่อนคนนี้เกี่ยวกับศาสนาคือการสร้างคำว่า “พระเจ้า” ขึ้นมาให้ผู้คนเดินตามตัวเองได้เสียก่อน จึงจะสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ได้ เพราะถ้าคนส่วนมากไม่รู้สึกถึงอำนาจของพระเจ้าที่มากกว่าตนเสียก่อน การให้ความรู้ที่จำเป็นก็เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนที่ไม่เปิดรับ ดังนั้นคำว่าพระเจ้าจึงเป็นกุญแจหลักที่จะเปิดใจผู้คนได้

(ศาสดาหรือคุรุทั้งหลายสำหรับเราคือผู้ที่เข้าใจธรรมชาติหรือพระเจ้าได้ในระดับที่สูงกว่าคนทั่วไป)

แต่ถ้ามองมาถึงฝั่งตะวันออกก็จะเป็นการเข้าถึงธรรมชาติ แต่ถ้ามีการปฏิบัติของทางนับถือพระเจ้าก็จะเรียกว่าการเข้าถึงพระเจ้า

เราจะไม่สรุปว่าสองอย่างเป็นสิ่งเดียวกัน และเราไม่ต้องการรู้คำตอบของคำถามนี้

พระเจ้าไม่ใช่คนสร้างทุกสรรพสิ่ง แต่พระเจ้าคือทุกสรรพสิ่ง และทุกสรรพสิ่งมันก็สร้างตัวของมันเองด้วยเหตุผลบางอย่าง

ดังนั้นข้อสรุปด้านบนที่ผลสรุปสั้นๆว่า พระเจ้าคือธรรมชาตินั้นจริงหรือไม่? เราไม่รู้หรอก

 บรรยากาศรอบนอกดูวุ่นวาย “เขา” ที่กำลังนั่งถือกระติกน้ำพลาสติกสนทนากับพวกเราอยู่นั้นถูกหลายๆคนเรียกว่า “ครู”

 แม้จะคุยกับหลายๆคนที่มีความวุ่นวายแผ่ซ่านออกมาตลอดเวลา แต่ถึงกระนั้นครูก็พูดคุยกับผู้คนเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่าความวุ่นวายต่างๆนั้นแผ่ซ่านทั้งเข้าและออก ราวกับแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านห้วงอวกาศ แม้จะร้อน แต่ก็ไม่สามารถทำปฏิกิริยาอะไรกับอากาศได้

ผู้คนที่สนทนานั้นเริ่มลดน้อยลงและหันกลับไปแบกรับความวุ่นวายที่เหนื่อชั้นกว่านอกห้องอีกครา เหลือเพียงเราและเพื่อนอีกหนึ่งคนเท่านั้น เราถือโอกาสถามสิ่งที่สงสัยอยู่ต่างๆมากมาย หนึ่งในนั้นคือความเชื่อเรื่องการเดินทางของเราและทุกอย่างในธรรมชาติ

“ผมรู้สึกไม่มั่นใจว่าทางที่ผมเดินถูกหรือเปล่า ถ้ามันผิด ก็แปลว่าผมกำลังเสียเวลาไปอีกครั้งหนึ่งสิครับ แล้วถ้าเรายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จุดหมายปลายทางที่สุดมันก็ต้องคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่เราคาดหวัง แล้วที่ผมทำมาทั้งหมดก็แค่ทำให้ผมยังติดอยู่ในที่นี้ และที่อื่น ผมจะก้าวหน้าได้ยังไง” เราถามคำถามในเนื้อความประมาณนี้

“เธอกำลังรีบ เหมือนที่ครูเคยบอกเธอนั่นแหละ เรื่องนี้เธอไม่จำเป็นต้องไปสงสัย ถึงเธอจะสงสัยเธอก็ไม่มีทางหาคำตอบได้

เธอไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าในอดีตเธอเคยตั้งใจไว้ว่าอย่างไร แต่ความตั้งใจของเธอนั้นกระบวนการจัดการของธรรมชาติก็ทำหน้าที่ของมันทำให้เธอได้มายืนอยู่ตรงนี้ และเมื่อเธอไม่มีทางรู้ได้ว่าเธอเคยเดินมาถึงตรงไหน เธอก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าตอนนี้เธออยู่ตรงไหน

เธอไม่จำเป็นต้องกลัวความผิดพลาด เพราะถ้าเธอผิด นั่นหมายความว่าเธอได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว การที่เธอผิดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่เธอต้องทำก็คือเดินต่อไปแล้วไม่ต้องไปสงสัยอะไร เพียงแค่เป็นสิ่งที่เธอเป็น”

การสนทนาดำเนินต่อไปกับสองผู้สนทนาและหนึ่งผู้ฟังที่กำลังตั้งใจฟัง

ถึง ณ เวลานี้ ดูเหมือนความวุ่นวายภายนอกเป็นเพียงแค่เสียงๆหนึ่ง ไม่ได้มีนัยยะอะไรให้ต้องใส่ใจ ราวกับว่าในทุกสิ่งว่างเปล่า มีเพียงภาพของครู เสียงของครู และความรู้สึกของผิวหนังของเราเท่านั้น ไม่ได้มีอย่างอื่น

“ผมคิดว่าปัจจุบันคนกำลังทำให้โลกนี้เปลี่ยนไป คนสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาเยอะจนบางทีมันดูเหมือนกับว่าสิ่งที่คนสร้างขึ้นมาจะทำลายคนเสียเอง” เรารอฟังคำตอบต่อไป

“ครูจะบอกอะไรเธอ” เราเงียบรอฟังคำพูดคำต่อไป “ที่เธอมองว่าคนปัจจุบันทำให้โลกเปลี่ยนไปน่ะ มันเป็นมาแบบนี้นานมาแล้วนะ ถ้าเธอลองมองย้อนกลับไปที่ประวัติศาสตร์ ยุคกลาง และเกือบทุกยุคนั่นแหละ คนก็ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงมาอยู่ตลอด มันเป็นเรื่องธรรมดา เราต้องการพัฒนาสิ่งที่ทำให้เราสบายขึ้น แต่จุดกำเนิดของการพัฒนาตรงนี้มันก็เกิดมาจากความโลภนั่นแหละ มันเป็นเรื่องธรรมดา”

“แต่ผมมองเห็นแต่ความเสื่อมโทรมและสกปรกของคน แล้วคนมากมายนั้นจะมองเห็นทางที่ดีกว่าสิ่งที่เขาเป็นได้ยังไงล่ะครับ”

“เธอดูดินที่เราเดินสิ มันมีสิ่งสกปรกไหม?”

“สกปรกครับ”

“แต่ต้นไม้ก็เติบโตงอกงามจากสิ่งสกปรกนั้นแหละเป็นกำลัง ที่เรามาอยู่บนโลก เรามาเพื่อเรียนรู้สิ่งสกปรกเหล่านี้นี่แหละเพื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ถ้าเธอไม่มีและมองไม่เห็นความสกปรกนี้ เธอก็คงไม่เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง”

“งั้นผมก็ต้องใช้ชีวิตตามแบบของต้นไม้ เติบโตขึ้นได้จากสิ่งสกปรกเหล่านั้นเหรอครับ”

“แต่ครูว่าถ้าดินมันสกปรกเกินไป ต้นไม้ก็คงขึ้นไม่ได้ว่ะ

 

วันนี้พอแค่นี้” ครูลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูและพูดว่า

“ไว้คราวหน้าเรามาสนทนาธรรมกันใหม่”

 หากจะให้คิดถึงสิ่งที่มนุษย์ไม่พึงปราถนาที่สุดน่าจะเป็นการอยู่ในที่แคบเป็นเวลานาน นานจนขนาดพูดได้ว่าทั้งชีวิต

เพราะอะไรน่ะหรือ? ที่แคบเป็นพื้นที่ๆสามารถสร้างความกดดัน ความหวาดกลัว แม้กระทั่งความหวาดระแวง เมื่อมนุษย์อยู่ในพื้นที่ๆถูกจำกัดอย่างน้อยนิดน่าจะส่งผลต่อจิตใจบ้างไม่มากก็น้อย

ที่นี้เราจะมากล่าวถึงความเงียบ โดยปกติหนังที่ต้องการสร้างความอึดอัดให้คนดูจะใช้ความเงียบในบทสนทนาหลังจากตัวละครพูดออกมา คนดูจะรู้สึกกดดันจากความเงียบระหว่างบุคคลสองคน(หรือมากกว่า) และความเงียบยังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ได้ยินความคิดของตัวเองชัดเจนอีกด้วย

และเมื่อพื้นที่แคบและความเงียบถูกรวมเข้าด้วยกัน พื้นที่นั้นๆจะทำให้ตัวบุคคลที่อยู่ในพื้นที่เกิดความคิดขึ้นมากมายในที่แคบ เขาหรือเธออาจจะพบกับความอึดอัดอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แต่ถ้าเรากำลังพูดถึงห้องกว้างสิบคูณสิบเมตรพร้อมหน้าต่างกับประตูล่ะ เราจะสามารถคิดว่ามันเป็นที่แคบที่แสนจะอึดอัดได้หรือเปล่า

สำหรับเราสถานที่แห่งนั้นอาจจะธรรมดาและอาจจะน่าอยู่ แต่ถ้าหากเราถูกจำกัดพื้นที่ทั้งชีวิตในห้องนั้นโดยมีเพียงภาพนอกหน้าต่างเท่านั้นที่สามารถบอกความเป็นไปของโลกที่เราอยู่ได้ล่ะ

ความรู้สึกของผู้ถูกจำกัดพื้นที่อาจจะเหลือน้อยลงจนสุดท้ายอาจจะไม่หลงเหลืออะไรที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นไปเลยก็เป็นได้ การจำกัดพื้นที่ในระยะเวลาที่ยาวนานขนาดชั่วชีวิตอาจทำลายความคิดอ่านและสามัญสำนึกทุกอย่างจนหมดสิ้น

การจำกัดพื้นที่คือเรื่องของเวลา ยิ่งเวลามากความรู้สึกอึดอัดก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นและอาจจะกลายเป็นความชินชาที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

หรือในอีกแง่หนึ่ง เราอาจสูญเสียความเป็นตัวเราอย่างสิ้นเชิง ระยะเวลาที่อยู่กับความว่างเปล่าอาจทำลายความทรงจำทุกอย่างแล้วเปลี่ยนเราเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีที่สิ้นสุด