ณ ซอยเล็กๆแห่งหนึ่งในมหานครยามค่ำคืนยังมีลุงแก่ๆคนหนึ่งเฝ้าคอยบางอย่าง

แกนั่งคนเดียวที่เดิมทุกคืนเวลาเดิมเหมือนกำลังเฝ้าคอยบางสิ่ง

คนในซอยนี้บอกว่าแกเสียสติ

ข้างกายของลุงไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก มีเพียงยาเส้นห่อหนึ่งและกระดาษมวนกับไม้ขีด

…..

…..

……

โฟกัสมาที่วงสุรา

ลุงอีกคนหนึ่งกำลังยกแก้วซดเหล้าเข้าปาก ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์น้ำเมา

สายน้ำจันท์สะท้อนกับหลอดไฟเหนือศรีษะส่องประกายวาววับ

คนในซอยนี้บอกว่าแกไม่มีความคิด ได้แต่ขอเงินลูกหลานมาดื่มตอนกลางคืนทุกวัน

 

….

…..

แสงจากปลายยาเส้นแดงขึ้นและควันที่หลังไหลออกจากปากที่ตามมา

แกหลับตาลงด้วยความมึนงงสักพักและลืมตาขึ้นเมื่อความง่วงคลายลง

และเฝ้ารอต่อไป

ลุงคนที่สองยังคงเติมเหล้าเรื่อยๆอย่างไม่สนใจชายชราคนอื่นๆในวงสนทนา

บ้างก็พูดเรื่องการเมือง บ้างก็พูดเรื่องลูกหลาน แต่ที่เหมือนกันคงเป็นทุกคนพูดถึงแต่ปัญหา…

แกไม่สนใจเสียงรอบข้าง สายตายังจดจ้องที่ขอบฟ้า

….

…..

เมื่อสติของคนบ้ากลับคืน ม้วนยาเส้นอีกม้วนก่อนจะอัดเข้าปอดอีกครั้ง

ชาวบ้านไม่สุงสิงกับแก บ้างก็เล่าว่าแกหมดตัวจนเป็นบ้า บ้างก็ว่าครอบครัวของแกย้ายหนีกลับไปทางใต้

เมื่อถึงเวลา แสงอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า

สายตาของทั้งสองจ้องมองไปยังที่เดียวกัน…ณ คนละฟากของซอย

เมื่อนั้นสายตาของทั้งสองก็เปล่งประกาย และหัวใจที่เต็มตื้นไร้ความกังวล

และอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเห็นมันอีกในวันใหม่…

ลุงทั้งสองต่างมีแต่คนหาเหตุผลให้ในการกระทำ

….

….. แต่ใครล่ะที่รู้จริง? ใครเล่าจะรู้สึกเช่นเดียวกับพวกเขา

ทั้งสองอาจจะมองดูวันใหม่เพราะอยากหากำลังใจ หรืออาจแค่คนบ้าที่จ้องดูแสงสีแดงที่ดูสวยดี

เหตุผลมีอีกหลายข้อไม่มีที่สิ้นสุดในสายตาทุกคน

แต่เหตุผลที่จริงแท้ก็มีเพียงทั้งสองเท่านั้น…

หรือมันอาจไม่มีเหตุผลแต่แรกแล้วก็เป็นได้

ลุงทั้งสองยิ้มที่มุมปาก และอ้าแขนรับวันใหม่ที่มาเยือนอีกครา…

โดยที่ทุกคนในซอยไม่เคยล่วงรู้ถึงเหตุผลเลยว่าบางครั้งสิ่งที่ทำให้คนเราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร้จุดหมาย

ก็แค่มีดวงอาทิตย์ที่ยังรอยิ้มให้พวกเขาในวันใหม่เท่าก็เพียงพอแล้ว