ก้อนหินก้อนหนึ่งร่วงหล่นจากปลายปากกาด้ามหนึ่ง ด้ามปากกานี้มิใช่ด้ามปากกาธรรมดาแต่เป็นปากกาที่มีเจ้าของเป็นหญิงสาวอายุอานามราวสิบหกสิบเจ็ดปี แล้วหญิงสาวก็มีเจ้าของเป็นเพื่อนชายที่คบหากันได้มาสามเดือนได้แล้วและเธอก็เห็นว่าชายคนนั้นเป็นของๆเธอเช่นกัน

 

แม่ของทั้งหญิงและชายมองดูอยู่ห่างๆด้วยเหตุผลลึกๆว่าด้วยการเป็นผู้ให้กำเนิดย่อมเป็นเจ้าของสิ่งมีชีวิตที่หลุดออกมาจากช่องคลอดของเธอและแรงเบ่งของเธอ

 

ก้อนหินก้อนเดิมถูกเก็บได้โดยเด็กชายต๊อด เด็กชายต๊อดมีความเห็นว่าก้อนหินก้อนนี้น่าจะเป็นของเขาเนื่องจากเขาเป็นคนพบและเก็บได้เป็นคนแรก เขาเอามันใส่กระเป๋ากางเกงและเดินกลับบ้าน

 

กลางดึกคืนหนึ่งในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์เบื้องต้น นายเอกภาพเดินย่องเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง นายเอกภาพมีอาชีพเป็นขโมยมือสมัครเล่น เมื่องัดแงะเข้าไปได้แล้วนายเอกภาพก็หยิบฉวยข้าวของที่เขาเห็นว่ามันเป็นของเขา

 

ในเวลาก่อนหน้านี้ประมาณสี่หรือห้าชั่วโมง เด็กชายวิถีทัศน์นั่งอยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนสีขาวที่เลอะจนเป็นสีเทาแล้ว เด็กชายวิถีทัศน์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอย ฟังดูเผินๆอาจจะเหมือนคำพูดที่ไร้สาระและไม่ตั้งใจพูด แต่หากลองนั่งสนทนากับเด็กชายวิถีทัศน์จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เด็กชายวิถีทัศน์กลั่นกรองอย่างละเอียดอ่อน

 

ข้าพเจ้านั่งอยู่ทางซ้ายมือของเด็กชายวิถีทัศน์ สมองส่วนประมวลผลกำลังตั้งใจกับการสนทนาครั้งนี้ ดูเผินๆก็เหมือนกับว่าข้าพเจ้านั่งเหม่อมองไปข้างหน้าแล้วตอบกลับไปเรื่อยๆ

 

ก้อนหินหล่นจากมือของเด็กชายต๊อด ปลิวมาตามกระแสลม อาจจะกระแสน้ำ กระแสไฟฟ้า กระแสนิยม หรือกระแสอะไรสักอย่างที่มันพัดมาได้ ก้อนหินตกกระทบที่ปลายเท้าของข้าพเจ้าและกระเด็นลงพื้นอย่างนุ่มนวล

 

“ไม่เคยมีอะไรเกิดมา ทุกสิ่งมีอยู่แล้ว มันแค่เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่าง” เด็กชายวิถีทัศน์เงียบไปครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าเฝ้ารอประโยคต่อไปแบบไม่รีบร้อน “เราไม่เคยได้สร้างอะไร เราทำแค่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาทำเป็นสิ่งใหม่”

 

 

คนเราชินกับคำว่าสร้างมากเกินไป” ข้าพเจ้าพยักหน้าตอบแล้วเหม่อมองไปข้างหน้าต่อไป

 

 

 

 

 

 

บทสนทนาประกอบเรื่องสั้น(สั้นมากๆ)

 

ปล.  บทความสั้นๆนี้คิดได้จากการสนทนากับ วิถีทัศน์ อมาตยกุล หรือ “ก้าน”