ช่วงนี้เรารู้สึกเหนื่อยอย่างประหลาด อาจจะเป็นเพราะเราเหนื่อยที่จะหาว่าเขาหรือเธอในบันทึกเล่มนั้นคือใครกันแน่ เราพยายามคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องของนักเขียนสมัครเล่นที่เขียนขึ้นมาแล้วทำหล่นซึ่งเราคิดว่าเรื่องแบบนั้นย่อมมีโอกาสมากกว่าเรื่องมนุษย์ที่ถูกกักขังตลอดชีวิตพยายามสื่อสารกับตัวเองผ่านตัวหนังสือแต่อยู่ๆบันทึกก็บินได้ แถมยังปลิวมาตกที่ทางเท้าที่เราเดินผ่านทุกวันอีกต่างหาก

ถึงคราวที่แล้วเราจะบอกว่าเราจะค้นหาคำตอบก็เถอะ แต่ในเมื่อในบันทึกไม่มีทั้งที่อยู่เอย ชื่อเอย บรรยากาศรอบๆก็มีแค่ต้นไม้และทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เขียนวนไปวนมา วนไปวนมา ไม่ได้ทำให้เรารู้อะไรเลย

 ภาพนอกหน้าต่างของห้องนอนเรา ไม่สิ ของหลายคนบนโลกนี้ก็มีต้นไม้กับท้องฟ้ามิใช่หรือ? มีแต่คนที่ถูกขังอยู่ใต้ดินเท่านั้นแหละกระมังที่จะมองไม่เห็นโลกภายนอกผ่านหน้าต่าง

สมุดบันทึกเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อถูกเปลวไฟโลมเลีย จากขาวเป็นน้ำตาลดำ และกลายเป็นสีดำทีละส่วน ทีละส่วน จนในที่สุดสมุดที่(เหมือนจะ)เป็นความหวังของคนๆหนึ่งถูกทำให้ดับสูญโดยสิ้นเชิง(ถ้าไม่นับขี้เถ้ารวมกับสิ่งที่ยังไม่สูญสลายก็เรียกได้ว่าสิ้นเชิงกระมัง)

เราคิดว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้กับเรื่องนี้ จากข้อมูลในบันทึก ข่าวสารที่เราตามดูตามปีในบันทึกก็ไม่มีข่าวไหนเลยที่เป็นสาเหตุแห่งการจองจำหรือแม้กระทั่งการจองจำเองก็ตาม เราไม่อยากจะให้คนอื่นต้องหาสาเหตุอีกหรือโยนมันทิ้งโดยไม่ใยดี

ดังนั้นถ้าจะมีใครเผามัน ก็ควรจะเป็นเรา

ก่อนที่จะมาเขียนเรื่องนี้เราคุยกับหลายๆคน รวมทั้งเธอคนนั้นด้วย

เธอคนนั้นบอกว่าเราไม่ควรจะหาคำตอบในเรื่องนี้อีกต่อไป แถมเธอยังบอกอีกว่าเราคิดไปเองเรื่องหนูในห้องใต้หลังคา(ใช่สิ เรามักจะคิดมากทุกๆเรื่องแม้กระทั่งเสียงหนูในห้อง ไม่งั้นเราคงไม่เก็บเรื่องในสมุดบันทึกมาคิดเป็นตุเป็นตะหรอก)

เราคงต้องลืมเรื่องนี้ไปสักพักนอกเสียจากเราจะได้เรื่องอะไรใหม่ๆ