เวลาตีสองยี่สิบเอ็ดนาที เราตื่นขึ้นมาเพราะสายตาคู่หนึ่งจ้องถมึงมาจากปลายเตียง เนื่องจากความมืดที่ปกคลุม ชุดที่ชายคนนี้ใส่เป็นสีอะไรจึงไม่อาจบอกได้รวมถึงระยะเวลาที่ชายคนที่ว่านี้ยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบแน่ชัดเช่นกัน

“คุณเผาสมุดบันทึกไปแล้วใช่ไหม?” เสียงนั้นดูเป็นมิตรทว่าไร้ความรู้สึก

“ใช่”

“อา ใช่แล้ว คุณเผามัน แต่ไม่เป็นไร ผมไม่โทษคุณหรอก ถึงคุณไม่ทำคนที่เก็บได้คนต่อๆไปก็ต้องทำอยู่ดี มันเป็นแบบนี้มาตลอดและยังคงเป็นไปไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่คุณทำได้ก็ทำลายมันทิ้งซะเพื่อไม่ให้ใครมานั่งหัวเราะเรื่องในบันทึกซึ่งคุณคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่มันจะเป็นชีวิตทั้งชีวิตของชายหรือหญิงคนหนึ่ง และเพื่อไม่ให้เจตนารมณ์ตรงนี้สูญสิ้นไปกับเสียงของคนอื่นคุณเลยเลือกที่จะจดจำมันไว้ในความทรงจำแล้วทำลายบันทึก หวังว่าผมคงเข้าใจถูกนะ”

เรานิ่งเงียบ ซึ่งเป็นสัญญาณให้ชายลึกลับพูดต่อทันที

“คนเขียนบันทึกเล่มนี้ไม่มีชื่อ” คราวนี้เขาพูดช้าลง เขาดูเศร้าไปในทันที “ตลกดีนะ”

“เดี๋ยวก่อน… ก่อนที่คุณจะเล่าเรื่องต่อ บอกได้ไหมว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าผมเก็บบันทึกได้และทำลายมันไปแล้ว”

“เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องรู้ สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคุณก็คือข้อมูลในสมุดบันทึกเล่มนั้นมีบางอย่างที่สำคัญยิ่ง และมีเพียงคุณและผู้เขียนเท่านั้นที่ได้อ่านมัน ตอนนี้คนที่เขียนบันทึกเล่มนี้จากไปแล้ว ไปยังที่ๆไกลแสนไกลที่เขาใฝ่หามาตลอด เหลือเพียงคุณเท่านั้นที่ยังคงอยู่”

“ในสมุดบันทึกเล่มนั้นไม่มีอะไรที่สำคัญ” คำตอบนั้นดังอยู่ภายในหัวเราประมาณสามรอบ “มีแต่ชีวิตประจำวัน ความรู้สึกในวันเหล่านั้น และสุดท้ายคือความสิ้นหวังที่ไม่อาจต้านทาน”

“ถูกต้อง!” ชายลึกลักดูมีกำลังใจขึ้น “นั่นแหละที่ผมต้องการจะรู้ เพียงแค่ภาพรวมเท่านั้น ตอนนี้เขาคนนั้นได้ตายจากไปโดยสมบูรณ์แบบแล้วด้วยการทำลายสมุดบันทึก คุณคือตัวตนใหม่โดยสิ้นเชิง และสมุดบันทึกเล่มนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ยึดไม่ให้ตัวตนเดิมจางหายไป แต่ก็นั่นแหละ มีสมุดที่ถูกทำลายไปแล้วตั้งหลายเล่ม ผมเลยบอกคุณตอนแรกแล้วว่าถึงคุณจะไม่ทำ คนอื่นก็ทำอยู่ดี… จะว่าอะไรไหมถ้าผมเปิดไฟ”

แสงไฟสว่างวาบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ห้องทั้งห้องเป็นสีขาว

แล้วมันก็ค่อยๆชัดเจนน้อยลงๆ เราเริ่มเข้าใจในเรื่องทั้งหมด และความเข้าใจตรงนี้ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย

เสียงของชายคนนั้นดังขึ้นในหัวของเรา

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก คุณอาจจะไม่หายไป” ประโยคนี้ดังซ้ำไปมา

“คุณอาจจะเป็นตัวตนถาวร หรือไม่ก็แค่ตัวตนอีกแบบที่เกิดขึ้น” เขาเว้นระยะ

“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผมคิดว่าตัวตนถาวรไม่เคยมีอยู่จริง และข้อพิสูจน์เรื่องนั้นก็คือตัวคุณเอง”