บรรยากาศรอบนอกดูวุ่นวาย “เขา” ที่กำลังนั่งถือกระติกน้ำพลาสติกสนทนากับพวกเราอยู่นั้นถูกหลายๆคนเรียกว่า “ครู”

 แม้จะคุยกับหลายๆคนที่มีความวุ่นวายแผ่ซ่านออกมาตลอดเวลา แต่ถึงกระนั้นครูก็พูดคุยกับผู้คนเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติราวกับว่าความวุ่นวายต่างๆนั้นแผ่ซ่านทั้งเข้าและออก ราวกับแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านห้วงอวกาศ แม้จะร้อน แต่ก็ไม่สามารถทำปฏิกิริยาอะไรกับอากาศได้

ผู้คนที่สนทนานั้นเริ่มลดน้อยลงและหันกลับไปแบกรับความวุ่นวายที่เหนื่อชั้นกว่านอกห้องอีกครา เหลือเพียงเราและเพื่อนอีกหนึ่งคนเท่านั้น เราถือโอกาสถามสิ่งที่สงสัยอยู่ต่างๆมากมาย หนึ่งในนั้นคือความเชื่อเรื่องการเดินทางของเราและทุกอย่างในธรรมชาติ

“ผมรู้สึกไม่มั่นใจว่าทางที่ผมเดินถูกหรือเปล่า ถ้ามันผิด ก็แปลว่าผมกำลังเสียเวลาไปอีกครั้งหนึ่งสิครับ แล้วถ้าเรายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จุดหมายปลายทางที่สุดมันก็ต้องคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่เราคาดหวัง แล้วที่ผมทำมาทั้งหมดก็แค่ทำให้ผมยังติดอยู่ในที่นี้ และที่อื่น ผมจะก้าวหน้าได้ยังไง” เราถามคำถามในเนื้อความประมาณนี้

“เธอกำลังรีบ เหมือนที่ครูเคยบอกเธอนั่นแหละ เรื่องนี้เธอไม่จำเป็นต้องไปสงสัย ถึงเธอจะสงสัยเธอก็ไม่มีทางหาคำตอบได้

เธอไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าในอดีตเธอเคยตั้งใจไว้ว่าอย่างไร แต่ความตั้งใจของเธอนั้นกระบวนการจัดการของธรรมชาติก็ทำหน้าที่ของมันทำให้เธอได้มายืนอยู่ตรงนี้ และเมื่อเธอไม่มีทางรู้ได้ว่าเธอเคยเดินมาถึงตรงไหน เธอก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าตอนนี้เธออยู่ตรงไหน

เธอไม่จำเป็นต้องกลัวความผิดพลาด เพราะถ้าเธอผิด นั่นหมายความว่าเธอได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว การที่เธอผิดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่เธอต้องทำก็คือเดินต่อไปแล้วไม่ต้องไปสงสัยอะไร เพียงแค่เป็นสิ่งที่เธอเป็น”

การสนทนาดำเนินต่อไปกับสองผู้สนทนาและหนึ่งผู้ฟังที่กำลังตั้งใจฟัง

ถึง ณ เวลานี้ ดูเหมือนความวุ่นวายภายนอกเป็นเพียงแค่เสียงๆหนึ่ง ไม่ได้มีนัยยะอะไรให้ต้องใส่ใจ ราวกับว่าในทุกสิ่งว่างเปล่า มีเพียงภาพของครู เสียงของครู และความรู้สึกของผิวหนังของเราเท่านั้น ไม่ได้มีอย่างอื่น

“ผมคิดว่าปัจจุบันคนกำลังทำให้โลกนี้เปลี่ยนไป คนสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาเยอะจนบางทีมันดูเหมือนกับว่าสิ่งที่คนสร้างขึ้นมาจะทำลายคนเสียเอง” เรารอฟังคำตอบต่อไป

“ครูจะบอกอะไรเธอ” เราเงียบรอฟังคำพูดคำต่อไป “ที่เธอมองว่าคนปัจจุบันทำให้โลกเปลี่ยนไปน่ะ มันเป็นมาแบบนี้นานมาแล้วนะ ถ้าเธอลองมองย้อนกลับไปที่ประวัติศาสตร์ ยุคกลาง และเกือบทุกยุคนั่นแหละ คนก็ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงมาอยู่ตลอด มันเป็นเรื่องธรรมดา เราต้องการพัฒนาสิ่งที่ทำให้เราสบายขึ้น แต่จุดกำเนิดของการพัฒนาตรงนี้มันก็เกิดมาจากความโลภนั่นแหละ มันเป็นเรื่องธรรมดา”

“แต่ผมมองเห็นแต่ความเสื่อมโทรมและสกปรกของคน แล้วคนมากมายนั้นจะมองเห็นทางที่ดีกว่าสิ่งที่เขาเป็นได้ยังไงล่ะครับ”

“เธอดูดินที่เราเดินสิ มันมีสิ่งสกปรกไหม?”

“สกปรกครับ”

“แต่ต้นไม้ก็เติบโตงอกงามจากสิ่งสกปรกนั้นแหละเป็นกำลัง ที่เรามาอยู่บนโลก เรามาเพื่อเรียนรู้สิ่งสกปรกเหล่านี้นี่แหละเพื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ถ้าเธอไม่มีและมองไม่เห็นความสกปรกนี้ เธอก็คงไม่เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง”

“งั้นผมก็ต้องใช้ชีวิตตามแบบของต้นไม้ เติบโตขึ้นได้จากสิ่งสกปรกเหล่านั้นเหรอครับ”

“แต่ครูว่าถ้าดินมันสกปรกเกินไป ต้นไม้ก็คงขึ้นไม่ได้ว่ะ

 

วันนี้พอแค่นี้” ครูลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูและพูดว่า

“ไว้คราวหน้าเรามาสนทนาธรรมกันใหม่”